แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดสังฆทาน จังหวัด นนทบุรี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดสังฆทาน จังหวัด นนทบุรี แสดงบทความทั้งหมด
ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า โดยหลวงพ่อสนอง กตปุญโญ วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี
ภาวนา... พุทโธกับหนอ...ขัดกันไหม? ...ไม่ขัดนะ อารมณ์เหมือนกันนั้นแหละ ลมในจมูก ลมในท้อง เพียง แต่กำหนดต่างกัน ที่จริงก็คือภาวนาแบบเดียวกันนั่นแหละ พุทโธก็กำหนดสั้นๆ อยู่ที่ลมหายใจเข้า ออกปลายจมูก หนอก็กำหนดท้องพอง ยุบ คนที่กำหนดลมไม่ได้ก็กำหนดท้องได้ คนที่กำหนดท้องไม่ได้กำหนดจมูกได้ บางคนกำหนดได้ทั้งสองอย่าง ได้ทั้งท้อง ได้ทั้งจมูก บางคนก็ไม่ได้ ท้องก็ไม่ได้ จมูกก็ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับสติใครมากหรือน้อยต่างกัน ก็ไม่ต่างกันตรงที่ว่าตรงไหนก็ได้ถ้าคนรู้จักทำ รู้จักอุบาย เดินก็เหมือนกัน ขวาพุท ซ้ายโธ ก็เหมือนกับ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ นั่นแหละ ก็สุดแล้วแต่อุบาย เอาสติมาจับไว้ที่กายก็เป็นสมาธิเหมือนกันไม่ต่างกัน ต่างกันตรงที่แนะนำสั่งสอนหรือว่าเริ่มต้น แต่พอสงบแล้วก็เหมือนกัน ปัญญาก็เหมือนกัน บางคนก็สับสนว่า
เอ้! เอาไงดีหนอ เคยพุทโธ แล้วมาหนอ ยุ่งยากจัง
แท้จริงแล้วไม่มีอะไร ก็คือทำตัวสติให้เกิดขึ้น แล้วก็ทำให้รู้ทัน คือรู้กายให้มากขึ้น มีสติมากขึ้น
มีอะไรสงสัยไหม?
พอมันเกิดปีติแล้ว พิจารณาปีติดับแล้วมันก็เกิดชุ่มเย็น เป็นสุข พอสุขดับแล้วก็พิจารณาอะไรต่อครับ?
ก็พิจารณาเรื่อยไป ยกจิตขึ้นสู่ความสุขก็อยู่กับความสุข พอสุขดับก็เฉย นี่เป็นอารมณ์ธรรม อารมณ์ขององค์ฌาน ปีติ เอกคตา เป็นลำดับ แสดงว่าเรายังติดอยู่ในสุข ก็เหมือนมันเป็นผลของปีติ ผลของปีติก็ทำให้สุข ผลของสุขก็ทำให้อุเบกขา จะต่อเนื่องกัน ก็รักษาอารมณ์ไว้ พวกนี้มันไม่เที่ยงนะ มันเกิดแล้วมันก็หาย ไม่ตั้งอยู่ได้นานหรอก แต่ก็พัฒนาขึ้นมาแล้ว เรียกว่าเราได้สัมผัสกับความสุข แสดงว่าเราสงบ ถ้าไม่สงบก็ไม่เกิดปีติ ถ้าไม่มีวิตกวิจารก็ไม่เกิดปีติ แต่นี่ถ้าความสุขมันหายไป เราก็กลับมาเจริญวิตกวิจารอีก ก็เป็นปีติ ก็สุขอีก ก็ถอยกับมาอีก กลับมาวิตกวิจารดูภาวนาต่ออีก เช่นเราดูลมหายใจเราก็ดูต่อ แล้วก็เกิดปีติอีก เรียกว่าตั้งต้นใหม่ เรียกว่าไปติดอยู่ที่สุข ก็ต้องเจริญใหม่
ไม่ทราบว่าจะต้องเจริญอย่างไรต่อครับ ถึงจะเป็นโพชฌงค์
ก็เจริญสติมากๆ เจริญปีติ เจริญอุเบกขา ก็เจริญอย่างนี้แหละ ต้องมีความเพียรไปเรื่อยๆ อย่างนี้ใช้ได้ และที่เราทำก็เป็นโพชฌงค์ ๗ อยู่แล้ว (โพชฌงค์ ๗ องค์แห่งธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ ๑ สติ (มีความรู้ตัวเต็มที่) ๒ ธัมมวิจยะ (มีปัญญาขบธรรมะ) ๓ วิริยะ (มีความเพียรพยายาม) ๔. ปีติ (มีความอิ่มใจ) ๕. ปัสสัทธิ (ความสงบใจ) ๖. สมาธิ (ตั้งใจมั่น) ๗. อุเบกขา (วางเฉย) ขยันเดินจงกรมหน่อยก็แล้วกัน
เดินจงกรมนี้ดี เดินจงกรมนี้ช่วยได้เยอะ แก้ความข้องใจ แก้ทุกอย่าง เดินให้ดับเวทนาได้ คลายเคลียดได้ ทุกอย่างจะปรับตัวได้หมด ถ้านั่งอย่างเดียวไม่สำเร็จก็ต้องเดิน เดินให้มาก ต้องขยันภาวนา นั่งอย่างเดียวก็ไม่ค่อยสำเร็จถ้าเดินก็ช่วยได้เยอะ เดินทำให้เกิดปัญญา แก้ปัญหาไม่ตกเดินแล้วจะแก้ตก
ให้อาจารย์อธิบายการยืน
ยืนโยมกำหนดที่ไหนหละ?
แยกกายแยกจิต พิจารณาร่างกาย
พิจารณาร่างกาย ใช้ได้ อะไรก็ได้ให้จิตอยู่กับกายก็แล้วกัน ยืนมาอุบายได้หลายอย่าง ยืนกำหนดที่ฝ่าเท้า ยืนกำหนดที่กลางทรวงอกได้ ยืนกำหนดที่หน้าผากได้ ยืนกำหนดที่ลมหายใจได้ หรือยืนกำหนดพิจารณาร่างกายได้ อยู่ในฐานกายใช้ได้หมด ขอให้มีสติสมบูรณ์
หลวงพอคะ โยมเกิดปีติ แต่เกิดแล้วรู้สึกกลัวค่ะ
กลัวอะไร กลัวใจตัวเองเหรอ?
ไม่ทราบคะ ไม่ทราบเหมือนกันแต่รู้สึกกลัวค่ะ แต่ว่ามีความสุขนะเจ้าคะ
ก็กำหนดที่จิตปีติเรานั่นแหละ เจริญตรงนั้นแหละว่ากลัวอะไร กลัวอะไรก็พิจารณาตรงนั้น แล้วก็พยายามเริ่มต้นให้ได้ ว่าเราเกิดปีติมาจากอะไร ว่าเกิดมาจากการพิจารณาธรรมะข้อไหน หรือจากการกำหนดธรรมะข้อไหน แล้วก็กลับมาเริ่มต้นตรงนั้น ก็ไปสู่ปีติอีก ก็ให้ทำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกลัว ไม่มีอันตราย
เวลานั่งสมาธิ มีความรู้สึกว่าจิตนี้จะนิ่งเป็นสมาธิแต่ว่ารู้สึกว่ากายนี้โยกไปข้างหน้าแต่ว่าบังคับไม่ได้ และลมหายใจนี้รู้สึกว่าขึ้นลงเร็วมากแทบจะไม่มี แต่ว่ารู้สึกจิตใจจะเหนื่อย กายจะเหนื่อย ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร?
เราต้องพิจารณาลมหายใจโดยที่ไม่บังคับตัวเองกับลม พยายามอย่างไปบังคับ เช่นโยกอย่างไปฝืน หรือลมหายใจพยายามอย่างไปตั้งลมหายใจเอง พยายามปล่อยตามธรรมชาติ พิจารณาไปตามที่เขาเป็นที่เขาเกิด อย่าไปให้สั้นให้ยาวให้หนักให้เบา อย่าไปเกร็ง
โยมก็ไม่ได้เกร็งหรอกคะ ก็พยายามรู้กายรู้ลมตลอด แต่มันก็ยังเหนื่อยคะ
ก็ไม่เป็นไรถ้ามันเหนื่อยก็ไม่เป็นไร เราไม่ได้เกร็งไม่ได้ฝืนก็ไม่เป็นไร ก็ให้รู้อยู่เรื่อยไป
ถ้ารู้สึกว่ากายมันโยกก็ให้มันโยกไป ไม่ต้องฝืนอย่างนั้นหรือเปล่าคะ
เราก็ให้รู้ตัวว่าเราโยก แล้วก็กลับมาตั้งสติให้ตรงเท่านั้นแหละ พยายามเหยียดหลังตรงๆ มันโยกก็ให้รู้ว่ามันโยก แต่เราไม่ต้องไปโยกตามมัน ให้รู้ตัวไว้
หลวงพ่อเจ้าคะ คนที่มีสติสัมปชัญญะกับคนที่มีสมาธินั้น เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไรเจ้าคะ
คนที่มีสติสัมปชัญญะ หมายถึงว่าคือรู้ตัวชั่วขณะหนึ่ง คือทำอะไรก็ให้รู้สติสัมปชัญญะ สมาธิหมายถึงการฝึกให้จิตเป็นหนึ่งอย่างเช่นเราฝึกแล้วทำให้เกิดปีติ เกิดสุข อย่างนี้เรียกว่าฝึกสมาธิ แต่ถ้าสัมปชัญญะ สติก็เพียงรู้ว่าเราทำอะไรคิดอะไร นี่เป็นส่วนของสติ หน้าที่มันต่างกัน สตินี้อาจจะไม่เจอความปีติ เกิดความสุขอะไร แต่ว่ามันก็มีความรู้ตัว แต่ว่าสมาธินี้เป็นการฝึกให้จิตพัฒนาไปสู่ความสงบมากขึ้น ก็คนละอย่าง ผลก็มีทั้งสองอย่าง แต่มันมีหน้าที่ต่างกัน บางคนก็ไม่ได้สมาธิ ได้แต่สติ ปฏิบัติไปก็ได้แต่รู้ว่าคิดอะไร สงบไม่สงบ แต่ไม่เคยเกิดสมาธิชั้นสูง ก็ได้บ้าง..แต่ว่าไม่ได้ถึงองค์ฌาน ปีติสุข เอกัคตา (ความมีจิตแน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันเดียว) ได้แต่สัมปชัญญะได้สติ อันนั้นก็ถือว่าเขาก็ปฏิบัติได้ส่วนหนึ่ง แต่บางคนเขาฝึกแล้ว เขาจะเข้าสมาธิได้อยู่เรื่อย นั้นเป็นปัจจัยของเขา นั้นก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของผู้ฝึกได้สมาธิ
อย่างคนที่มีสติอย่างเดียว มีทางที่จะได้เป็นพระอริยเจ้าไหมเจ้าคะ
สติเป็นส่วนประกอบทุกอย่าง แม้แต่มีสมาธิก็ต้องมีสติมีสมาธิอย่างเดียวก็ไม่พอ มีสมาธิก็ต้องมีปัญญาอีกเป็นป่วนประกอบมีแต่สติอย่างเดียวไม่มีสมาธิก็ไม่พอ ก็ต้องมีธรรมประกอบกัน มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา การที่จะไปสู่การบรรลุมรรคผลนิพพาน ก็ต้องมีสมาธิด้วย มีสติอย่างเดียวก็ไม่ถึง อย่างน้อยก็ต้องผ่านขณิกสมาธิ (สมาธิชั่วขณะ) หรืออุปจารสมาธิ (สมาธิอันยังไม่ดิ่งถึงที่สุด) จึงจะได้ ต้องผ่านสมาธิ จิตจะต้องสงบกว่าปกติ
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอันไหนวิตก อันไหนวิจารณ์
วิตกคือเรายกจิตขึ้นสู่ลมหายใจ เอาจิตมาไว้ที่ลมหายใจเราเอาสติมาไว้ที่ลมหายใจ เรียกว่าวิตก ไม่ให้ใจเราลอยไปคิดอย่างอื่น ให้ใจไปคิดถึงคนโน้นคนนี้ แต่เราหายใจอยู่ตลอดเวลานั้นคือไม่มีวิตก แต่ถ้าเราเอาจิตมาไว้ที่ลมหายใจหรือเอาไว้ที่ท้องยุบพอง หรือเอาจิตมาไว้ที่ยกเท้าก้าวไป เรียกว่าวิตกเหมือนกัน ยกขึ้น ก้าวไป วางลง วิจารณ์หมายถึงพิจารณาละเอียดขึ้นไปอีกว่ากายที่ก้าวไปนี้เบาหรือหนัก แล้วเราสงบหรือไม่สงบก็จะรู้ไปถึงตรงนั้น วิตกคือยกจิตขึ้นมาสู่ลมหายใจ วิจารณ์คือพิจารณาให้เห็นชัดในลมหายใจ พิจารณาเห็นชัดในกองลมมากขึ้นๆ แล้วก็รู้ว่าจิตสงบหรือไม่สบงแล้วก็วิจารณ์ออกมาได้ ถ้าหากเราทันอารมณ์มากขึ้นควบคุมจิตมากขึ้น จนจิตอยู่กับลมหายใจได้ชัดหรืออยู่กับการเคลื่อนไหว อยู่กับการทำสติก็เป็นปีติ พอเป็นปีติต้องให้มันสงบติดต่อกัน ต้องถือว่าอย่างนั้นจึงจะถือต้อง ธรรมะของพระพุทธเจ้าวางไว้ตายตัวอยู่แล้วเรื่องวิตก วิจารณ์ ปีติ สุข เอกัคตา เป็นหลักธรรมเบื้องต้น คนเราพอมีเอกัคตาแล้วจิตจึงจะพิจารณาอย่างอื่นได้ ถ้าไม่มีเอกัคตาแล้วจิตก็จะสับสนวุ่นวาย จะพิจารณาอะไรไม่แตกหัก เพราะไม่มีอุเบกขา ตัดสินใจไม่แน่วแน่ความเชื่อมั่นก็ไม่มี เข้าใจแล้วใช่ไหมวิตก วิจารณ์ ถ้าเราไม่ปฏิบัติแล้วเราจะไม่เข้าใจ ถ้าเราปฏิบัติแล้วเราจะเข้าใจ ทุกคนมีทั้งนั้นแหละวิตก ใช่ไหม? วิจารณ์ก็มีทุกคนนั่นแหละ แต่ปีติจะเกิดได้ต้องวิจารณ์ให้มากขึ้น ตามรู้จิตให้มากขึ้น ว่าจิตเราสงบหรือไม่สงบ ตามรู้ลมให้มากยิ่งขึ้นปีติจึงจะเกิด ถ้าตามไม่ทันปีติก็ไม่เกิดปีติก็ไม่ได้ ตัวปีตินี้เป็นตัวขยัน ถ้ามีปีติแล้วไม่ปวดไม่เมื่อย ไม่ง่วงเหงาหาวนอน ไม่หิว โรคภัยไข้เจ็บอะไรมันเบาบางลง และรู้สึกว่าเราไม่ท้อถอย แม้แต่ความหนาวก็เหมือนไม่หนาว หิวก็ไม่หิว ร้อนก็ไม่ร้อน เพราะปีติเป็นอาหารใจจะทำให้มีกำลังใจปฏิบัติ พอปีติดับนิวรณ์เข้ามาก็ขี้เกียจต่อ บางคนทำๆ ไปแล้วก็เลิกทำ บางคนก็ขยันเป็นพักๆ บางคนก็ทำสม่ำเสมอ ปีตินี้ถ้าผู้ปฏิบัติได้พบแล้วก็เหมือนกันทุกคนนั่นแหละ ถ้าปีติอย่างแรงกล้า เวลานั่งแล้วตัวลอยไปเลย ปีติอันนี้ถ้าพูดตามหลักสมัยนี้ตัวไม่ลอย แต่พอเข้าฌานแล้วก็จะเป็นนิมิตของตัวเองลอยออกไป ออกไปเที่ยวโน้นเที่ยวนี่ มันเป็นปีติ แล้วก็เอาจิตตรงนั้นมาไว้ที่ตัวเองไม่ให้นิมิตออกข้างนอกกาย เราจะเห็นตัวเองลอยออกจากร่างตัวเอง นอนอยู่ก็ลอย นั่งอยู่ก็ลอย ไปเที่ยวโน้นเที่ยวนี่ได้ ที่ว่าไปดูนรกสวรรค์นั่นแหละปีติออกไป เอากลับเข้ามาพิจารณาร่างกาย จนสงบ พอปีติดับไปแล้วมันก็สุข บางคนปีติเกิดขึ้นเป็นเดือนๆ เกิดทุกวันๆ นั่งเมื่อไรก็ปีติ นั่งพิจารณาธรรมอะไรก็ปีติ พอปีติดับแล้วธรรมะก็เกิดแล้ว ทุกคนต้องประสบ ถ้าปฏิบัติอย่างนี้จะได้เร็ว พอมาเข้าคอร์ส ปีติ สุข เอกัคตาจะเกิดได้เร็ว เพราะเรามีสติได้มากกว่าคนที่ไม่ภาวนาต่อเนื่อง
สมมติว่าปฏิบัติจนปีติเกิดแล้ว พอมาฟังธรรมเฉยๆ ก็เกิดน้ำตาไหล ขนลุกขนพอง
ก็เป็นได้ ธรรมะก็เหมือนกันนั่นแหละเพราะเราก็ปฏิบัติอยู่แล้ว การฟังธรรมจิตมันก็เป็นไปตามธรรมะเหมือนกัน สมัยพระพุทธเจ้าคนฟังธรรมไม่ต้องนั่งสมาธิก็สำเร็จ มีปีติ มีความสุขเหมือนกัน ก็ต้องอาศัยความเพียร ต้องขยัน
มีอยู่ข้อหนึ่งที่ได้มาจากหลวงพ่อสอนเรื่องการฉันอาหารกายกินแต่ใจไม่ได้กิน กายกับใจมันคนละส่วนกัน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ติดรสอาหารเท่าไร
ก็ใช่..กายมันเคี้ยวแต่จิตไปคิดอย่างอื่น คนเวลาโกรธ ถ้าแยกใจได้ก็จะไม่โกรธ แยกจิตได้ก็จะไม่โกรธ เวลาคิดอะไรมากๆ แล้ว จิตกับกายก็ต้องแยกกันได้ ถ้าแยกกันได้จะรู้ทันจิตตัวเอง ก็จะดับทุกข์ที่จิตได้ คนที่ดับทุกข์ที่จิตไม่ได้โดยมากก็จะไม่ทันจิตตัวเอง คิดไปไหนก็จะไปตามจิต แต่ถ้ารู้ทันจิตก็จะหยุดอยู่ตรงนั้น จะดับอยู่ตรงที่จิตมันเกิดนั่นแหละ ก็เรียกว่ารู้จักสติรู้จักจิตตัวเอง เวลาปฏิบัติก็ต้องเจอตรงนี้ เจอจิตตัวเอง ไปเข้าใจจิตตัวเอง ไปรู้จักจิตตัวเอง
แล้วเราจะรู้จิตของตัวเองได้อย่างไรเจ้าคะ ด้วยการทำสมาธินี้หรือค่ะ
เรา..ยังไม่รู้จิตตัวเองอีกหรือ?
ไม่แน่ใจคะ
ไม่แน่ใจ.! เวลานั่งแล้วใจคิดอะไรล่ะ..
ก็คิดแต่พุทโธค่ะ
ไม่คิดถึงบ้านเลยเหรอ..ไม่คิดถึงคนโน้นคนนี้บ้างเหรอ..
คิดถึงก็คิดถึงอยู่คะ แต่ว่าคิดอยู่ใกล้ๆ ตัวไม่ค่อยได้คิดไปไกลตัวเท่าไร
ก็นั่นแหละจิตล่ะ แล้วเวลาที่เราไม่นั่งเราเคลื่อนไหวเราเห็นหรือเปล่าล่ะ เวลาเราคุยเราเห็นไหม? ไม่เห็นใช่ไหม
ไม่เห็นค่ะ
ถ้าเห็นแล้วมันจะเห็นตลอดเวลา ต่อไปถ้าเห็นได้มันจะเห็นได้ตลอดเวลา แม้แต่คุยหรือคิดไปไหนก็เห็น ต้องดูไปเรื่อยๆ ก็ดูใกล้ตัวนั่นแหละจิตทั้งหมดนั่นแหละที่มันคิดอยู่ใกล้ตัว แว๊บไปหาคนโน้นแว๊บไปหาคนนี้ กังวลโน้นกังวลนี้ นั่นแหละคือจิต จิตไม่มีตัวตน แต่เราเห็นได้ใช่ไหมว่าคิดเรื่องอะไร ต้องตามดูตรงนั้นแหละจึงจะรู้ว่าเห็นจิตหรือไม่เห็นจิต นั่นเป็นเหตุของมันคำตอบอยู่ตรงนั้นแหละ
หลวงพ่อคะ เวลาเดินจงกรมต้องภาวนาด้วยใช่ไหม?
เราเดินกำหนดที่ก้าวไป..ใช่ไหม?
ใช่ค่ะ
ก็นั่นแหละกำหนดภาวนาแล้ว สติเป็นตัวภาวนา
เวลาตอนเย็นก็เดินจงกรมอีกรอบหนึ่ง ตอนนี้ระหว่างเดิน ก็เพ่งสายตาไปที่จุดเดียว ตอนนี้แน่นหน้าอกเจ้าคะ
จิตออกนอก จิตต้องอยู่ที่เท้าซิ ตาก็เพียงแค่ทอดต่ำไปดูว่าเราเดินไปตรงนั้น แต่สติต้องอยู่ที่เท้า พอจิตเพ่งออกไปก็คล้ายกับว่ามันเพ่งเกินไปจึงเกิดกดดันขึ้น ทำให้เกิดแน่นหน้าอกขึ้นได้ เป็นเคลียดไป
หลวงพ่อคะ พอจิตเกิดปีติแล้วบางคนเห็นเป็นปราสาทบางคนก็บอกว่าเห็นเป็นองค์พระ บ้างก็น้ำตาไหล แต่ละคนเหมือนกันหรือเปล่าเจ้าค่ะ
จะไปถามกับใครล่ะ..ของใครของมัน ขอให้เป็นปีติมันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ จิตมันก็ปีติเหมือนกัน ปีติขั้นต้นก็ปีติขนลุกน้ำตาไหลก็มี ตัวลอยตัวเบานี้เป็นปีติชั้นสูง ก็ถือว่าเป็นปีติทั้งนั้นแหละ เช่นว่าคุณนั่งขนลุกไหม? ถ้าขนลุกแสดงว่าเหมือนกัน น้ำตาไหลไหม?ไหลเหมือนกัน ตัวเบาเหมือนตัวลอยไปเลย ลักษณะจิตเหมือนกัน แต่การรู้เห็นเป็นเรื่องของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ปีติขั้นไหนก็เหมือนกันหมด ขั้นตัวเบาก็ตัวเบา ขั้นน้ำตาไหลก็น้ำตาไหลเหมือนกัน ขั้นขนลุกก็ขนลุกเหมือนกัน ถ้าเกิดปีติจะขยันภาวนา ก็อยากจะปฏิบัติต่อ พระพุทธเจ้าท่านมีปีติสุดยอดปีติท่านดับไปแล้วท่านเสวยวิมุติสุขอยู่ได้ถึงเจ็ดสัปดาห์ ปีติท่านมากกว่าคนธรรมดา เรา..ก็ปีติได้เหมือนกันแค่อดข้าวได้ตอนเย็นไม่ถึงกับอดเป็นสัปดาห์ถ้าปีติขนาดนั้นอดเป็นสัปดาห์ก็ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นปีติแรงกล้า เสวยวิมุติเสวยปีติ เหมือนอย่างเทวดามีปีติมากเขาไม่กินอาหารได้สิบห้าวัน เทวดากินอาหารทิพยิ์อิ่มไปได้สิบห้าวัน อาหารของเขาละเอียดกว่าอาหารของเรา เรียกว่าอาหารทิพย์ อาหารบุญ นั่นเพราะเขามีปีติมาก. พระพรหม ไม่ต้องกินอาหาร ถือว่าเสวยพรหมวิหาร ๔ เขาไม่ต้องกินอาหารเพราะจิตละเอียดกว่าเทวดา ปีติมีมากกว่า สุขมากกว่า อุเบกขามากกว่า มนุษย์นี้มีปีติน้อย ก็ต้องกินอาหารหนัก พระพุทธเจ้ามีปีติมาก ไม่ต้องเสวยอาหารได้ ๗ สัปดาห์ อยู่ที่กำลังใจทุกอย่างมาจากใจเป็นส่วนใหญ่ จิตเป็นผู้ให้จิตเป็นผู้ได้ แต่กายเป็นเครื่องมือ ถ้าเราทำสมาธิชั้นสูงได้ ตายก็ไปเป็นพรหม ก็แสดงว่าได้จากจิต ถ้าเราทำไม่ถึงพรหมก็เป็นเทวดา นี่ก็ไปจากจิต ไปได้กินอาหารทิพย์ นี่มาจากจิต ถ้าหากเราทำได้สูงสุด ไม่ติดกายก็ไปถึงนิพพาน ถือว่าพ้นทุกข์ได้ ก็ไปจากจิต จิตทั้งนั้นแหละ กายนี้เป็นบ่าว คนที่เกิดมาบ้า ใบ้ หูหนวก ตาบอด พิกลพิการ พลัดที่นาคาที่อยู่ มีปัญหาก็มาจากจิตทั้งนั้นแหละ จิตคือผู้สร้างมา วิบากคือผลที่มันมาให้กับกาย แต่เราไปโทษปัจจุบันของโลกนี้ ไม่โทษว่าจิตเป็นผู้ห่อสิ่งเหล่านี้มาขยายผล มาเพาะพันธุ์ เพาะเชื้อ แต่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบแล้ว ว่าจิตมี ๒ กรรม คือ กรรมดีกับกรรมชั่ว แล้วก็มาละกรรมดีกรรมชั่วก็มาเป็นพระพุทธเจ้า ที่จริงมนุษย์ได้มา ๒ กรรม แต่ยังมีกรรมพิเศษที่มนุษย์ได้มาอีกคือ กัมมะพันธุ กรรมเป็นเพราะเผ่าพันธุ์พวกพ้องพี่น้อง มาให้ผลกับพี่น้องตัวเอง กับครอบครัวตัวเองอีก นั่นก็เรียกว่ากัมมะพันธุ มาให้ผลคล้ายๆ กัน มีนิสัยก็เหมือนกัน สายเลือดเหมือนกัน มีDNA เหมือนกัน เป็นกรรมแยกกันไม่ออกเลยสายพันธุ์เหมือนกัน หน้าตาคล้ายกัน จิตใจคล้ายๆ กัน วิบากกรรมคล้ายกัน เพราะเป็นเรื่องของกัมมะพันธุ แต่ที่จริงก็มาจากจิตนั่นเอง เหมือนอย่างคนที่ถูกเผาบ้าน ถูกเผาเมือง พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เป็นกรรมที่หนีไม่พ้นเพราะเคยฆ่าสัตว์ร่วมกันมาทั้งเมืองพวกเบื่อปลา หาปลากินกันตลอดชีวิต โดยที่ไม่ยอมแก้กรรมเลย พอกรรมนั้นมาให้ผลในชาตินี้ก็ ๕๐๐ ชาติ ต้องโดนฆ่าตาย โดนเผาบ้านอะไรอย่างนี้ นั่นเป็นเพราะกัมมะพันธุตามมา มาเป็นกับญาติพี่น้องของตัวเองหมดเลย เรียกว่าเป็นกรรมที่ยังใช้ไม่หมด ยิ่งคนสมัยนี้ยิ่งสร้างกรรมมากใหญ่เลย เพราะว่าอาชีพฆ่าสัตว์มาก ทำบาปมาก สมัยก่อนแค่ต้มเหล้ากิน ขายก็แค่หมู่บ้านเดียว แต่สมัยนี้ต้มขายทั่วโลกเลย ทำบุหรี่แค่หั่นยาสูบกันเอง แต่เดี๋ยวนี้มอมเมากันไปทั่วโลกเลย เปิดบ่อนก็แค่เล่นบ้านเดียว เดี๋ยวนี้เปิดบ่อนเล่นทั่วโลกเลย ใช่ไหม? เดี๋ยวนี้คนทำกรรมมาก ฆ่าสัตว์ก็ฆ่าแค่กินตัวเดียว ทั้งหมู่บ้านก็กินกันแค่ตัวเดียว แต่เดี๋ยวนี้วันหนึ่งฆ่าเป็นล้านๆ ชีวิต ปลาก็จับแค่ปลาที่มาตามหนองตามบึงกินกัน แต่สมัยนี้เลี้ยงขายกัน เลี้ยงฆ่ากันอย่างหนักเลย กุ้ง ปลา หมู เป็ด ไก่ คนสมัยนี้โอกาสทำบาปมากกว่าสมัยพระพุทธเจ้า ใช่ไหม? สมัยก่อนปืนผา หน้าไม้ ก็ไม่มี ใช่ไหม? จะฆ่ากันก็เอาอาวุธไปฆ่ากันแค่ตัวต่อตัวสมัยนี้เอาระเบิด ไปบอมส์ บึ๊ม!! แล้วคนที่ไม่รู้เรื่องด้วยก็ตายหมดเลย คนสมัยนี้จะทำบาปแรง ทำบุญก็ทำได้มาก เพราะว่าคนสมัยนี้ทำบุญก็ทำได้ข้ามโลกเลย อยู่เมืองไทยไปทำบุญที่อเมริกาก็ได้อยู่อเมริกามาทำบุญที่เมืองไทยก็ได้ มีเสื้อผ้า หยูกยารักษาโรค ส่งไปประเทศโน้นประเทศนี้ช่วยได้หมดเลย ฉะนั้นมนุษย์นี้มีโอกาสทำอะไรได้รุนแรงกว่าสมัยพระพุทธเจ้า จะเผยแพร่ก็เผยแพร่ได้เร็ว สมัยก่อนก็แค่บอกปากต่อปาก สมัยนี้ออกโทรทัศน์ ออกวิทยุ ออกหนังสือพิมพ์เผยแพร่ ฉะนั้นจึงว่าเป็นกัมมะพันธุ ทำไมคนจึงมาเกิดตอนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองเพราะเป็นกัมมะพันธุ เพราะชวนกันทำบาปเยอะ ใช่ไหม? แล้วจะยิ่งทำกันอีกเท่าไรนี่ยิ่งหาอะไรพิเศษได้ เหมือนสมัยก่อนนี้ก็หากันแค่ มีสุ่ม มียอ มีแห ใช้มือจับ สมัยนี้ใช้เรด้าจับเลย เรือไทยเรือต่างประเทศปลาอยู่ตรงไหนรู้หมดเลย ใช้เรด้าจับหมดเลย ร้ายกาจมากเลย แล้วก็เป็นเรื่องสนุกสนาน เป็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมาย เป็นเรื่องที่คนต้องยึดอาชีพนี้จึงจะอยู่ได้ ต้องส่งออกนอกเพื่อจะมาเลี้ยงคน ถ้าไม่อย่างนั้นกำไรไม่มี ร่วมทำบาปกันทั้งประเทศเลยนะ หลวงพ่อเจ้าค่ะคนสั่งฆ่ากับคนฆ่าใครบาปมากกว่ากันเล่าคะ? ก็พอๆ กันนั่นแหละ แต่คนสั่งฆ่านั้นเขาใช้หัวสมอง เจ้าคนนี้จะต้องมีกรรมทางหัวสมอง คนที่ฆ่านี้ต้องมีกรรมทางกาย มันจะมีโทษต่างกัน คนที่สั่งฆ่านั้นก็จะเป็นโรคสมองฝ่อ สมองเสื่อม คนที่ฆ่าก็พิกลพิการอะไรอย่างนี้ ก็จะได้รับผลกรรมต่างๆ กัน พ่อสมองเสื่อมลูกพิการอาจจะอย่างนั้น แล้วคนที่รับประทานเล่าคะ? คนที่ทานเหรอ..คนที่ทานก็อิ่มไปซิ! คนที่รับประทานถ้ารับประทานแล้วยินดีนั่นถือว่าเป็นกรรมร่วมกันด้วย ถ้ารับประทานแล้วเราพิจารณาว่าอาหารที่ได้มาเป็นธาตุ ๔ เราไม่ได้ยิน เราไม่รู้ว่าเขาฆ่าเพื่อเรา เรากินเพื่อยังเวทนา แล้วกินเป็นธรรมะนี้ไม่บาป ฉะนั้นจึงว่าจิตนี้เป็นใหญ่ ในโลกนี้ถือว่าจิตเป็นใหญ่ที่สุด ไม่มีใครจะใหญ่เท่าจิต ถ้าพูดถึงอิทธิพลทั้งหมดนี้อยู่ที่จิต เรียกเป็นธรรมะว่าใหญ่ที่สุดในโลก มาจากเหตุอันเดียวกัน ฉะนั้นจึงต้องแก้จิตอย่างเดียว โลกนี้จะให้มีความสุขต้องแก้ที่จิต เพราะว่าถ้าจิตดีอะไรก็ดีหมด จิตเสียก็เสียหมด รู้อย่างนี้แล้วก็เหมือนน่าจะแก้ได้นะ! รู้ปัญหาแล้วไม่มีอะไรแก้ที่จิตอย่างเดียว คนเราจะทะเลาะกัน ทะเลาะเรื่องจิต ความเห็นไม่ตรงกัน ไม่ใช่เดินไม่ตรงกันใช่ไหม? คนจะโกงกันโกงที่จิต จะรักกันก็รักที่จิต ทำอะไรก็เรื่องจิตทั้งหมด ฉะนั้นพระพุทธเจ้าสอนไว้เลยว่า จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นอันหวังได้ ถ้าจิตเป็นทุกข์ก็ไปสู่ทุคติ จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ เมื่อจิตเป็นสุขก็ไปสู่สุคติ ฉะนั้นจึงว่าจิตเท่านั้นแหละจึงจะเป็นผู้นำโลกได้ นำความสุขและทุกข์มาให้แก่ตัวเองได้ ไม่มีใครเลย ถ้าพูดกันแล้วตำราทุกเล่มในมหาวิทยาลัยต้องมาลงที่จิตให้หมดจึงจะจบได้ดี ไม่ว่าวิชาใดทั้งหมดต้องมาลงที่จิตแล้วก็จะสงบโลกนี้จะไม่วุ่นวาย รู้ว่าทุกข์มาจากไหนค้นหาเหตุได้ เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านค้นหาเหตุได้ว่า ทุกข์มาจากไหน? ทุกข์มาจากการปรุงแต่ง ทุกข์มาจากการสับสนวุ่นวายทุกข์มาจากความอยากดิ้นรนไปทั่ว ความทุกข์เกิดจากสมุทัย ทำให้เกิดทุกข์ คือความอยากดิ้นรน คือทำอย่างไรจึงจะดับทุกข์ได้ บอกว่าต้องรู้ทันจิตตัวเอง พอรู้ทันจิตตัวเองก็ดับทุกข์เลย ถ้าไม่รู้ทันจิตก็ไม่ดับทุกข์ เท่านั้นเอง ให้ยืนเดินนั่งนอนถ้าไม่รู้ทันจิตตัวเองก็ไม่ดับทุกข์ พอรู้ทันจิตก็ดับทุกข์ได้เลย เข้าใจไหม? หลวงพ่อเจ้าคะ ให้ตัดใจเรื่องลูกโยมตัดไม่ได้เลยค่ะ? ตัดไม่ได้ก็อย่าไปตัดมันซิ..ไม่มีใครบังคับโยมนิ มันวางไม่ได้เลยคะ? ก็คิดให้มันเป็นแม่เราบ้างซิ..เราเป็นลูกมันบ้าง เดือนเดียวก็ตัดได้ คิดว่าเราเป็นลูกมันบ้าง มันจะได้คิดถึงเราเหมือนเราคิดถึงมันบ้าง เป็นแม่เป็นห่วงใช่ไหม? เป็นลูกมันไม่ห่วงแม่ใช่ไหม? แล้วโยมทำไมไม่คิดให้มันเป็นแม่เราบ้างล่ะ เราจะได้เป็นลูก จะได้ไม่ต้องคิดถึงแม่มั้ง โยมไปสมมุติว่าเป็นแม่อยู่เรื่อยนี่ ไม่ยอมเป็นลูกสักที เราไม่เข้าใจตัวเรา เราไม่เข้าใจจิตเรา มันเป็นกรรมร่วมกันนะโยม เราให้เขาหมดทั้งกายทั้งใจ เขาไม่ได้ให้เราเท่ากับที่เราให้เขา ให้ไม่เท่ากัน ถ้าลูกดีๆ ก็จะให้เราเท่ากับเราให้เขา เราก็จะไม่ห่วงเท่าไร ส่วนมากพ่อแม่ห่วงลูก กลัวลูกเอาตัวไม่รอด ห่วงลูกไม่เก่ง แต่ถ้าลูกเก่งแล้วจะไม่ห่วง ส่วนลูกสาวโยมไม่ห่วงเลย ห่วงลูกชายคนเดียว ปล่อยมันไปเถอะลูกชายคนเดียว มันก็ว่ามันเก่งกว่าโยมอีก โยมหาว่ามันไม่เก่งเอง มันก็ว่าแม่ไม่รู้เรื่องอะไรไม่เก่ง มันเก่งเอาตัวรอด เวลามันไม่มีมันมาแบมือขอเรามันก็เก่งกว่าเราอีก เราต้องให้มัน..นี่แหละทาสของความรัก มีรักมีทุกข์ พระพุทธเจ้าบอกว่า มีรักที่ไหน มีทุกข์ที่นั้น รักมากก็ทุกข์มาก ก็โยมอยากเลี้ยงลูกไม่เก่งเองนิ ต้องโทษแม่เลี้ยงลูกไม่เก่งเอง ถ้าเลี้ยงลูกเก่งก็เอาตัวรอด สมัยก่อนเขาเลี้ยงลูกเก่งเขาก็หมดห่วง ที่จริงที่ห่วง ห่วงลูกไม่เก่ง ลูกไม่ฉลาดทันเขา ลูกไม่ดีเท่าเขา ลูกไม่เจริญเท่าเขา เรียนไม่เท่าเขา ประพฤติตัวไม่ดีอะไรอย่างนี้จะห่วง แต่ถ้าลูกเราเป็นคนดีสังคมยอมรับ เป็นคนเก่งเอาตัวรอดได้ เราหมดห่วงเลย โดยมากพ่อแม่จะทุกข์กับลูกไม่เก่ง ไม่ปลื้มใจ ก็ให้มาบวชบ้างซิ มาเข้าคอร์สสมาธิบ้างซิ โยมก็บอกแล้วคะแต่ภรรยาเขาไม่ยอมให้มา ก็ยังเป็นทาสกันอยู่ ก็จะไปห่วงมันทำไมเขามีภรรยาแล้วยกให้ภรรยาเขาไปเถอะ ขนาดนั้นแล้วจะห่วงทำไมอีก ก็อย่างว่านะคนมันจะห่วง กลัวเขาเอาตัวไม่รอดอีก ลงทุนเท่าไรก็หมดตัวไม่เหลือ แล้วยังเป็นหนี้เขาอีกคะ ก็บอกให้มันมากราบเท้าแม่ทุกวันซิ...เขาบอกว่าอยากรวยให้มากราบเท้าแม่ทุกวัน เรื่องรวยไม่รวยหรอกคะหลวงพ่อ แต่มันเป็นปัญหาที่ว่าถ้าไม่ตามใช้หนี้ให้ก็จะโดนจับไปติดคุกอีก แล้วเขาก็ไม่ค่อยรู้หนังสืออีกด้วย ใครไม่รู้หนังสือ? ลูกชายเจ้าคะ ทำไมไม่รู้หนังสือล่ะ ไปอยู่ที่ไหนไม่ยอมเรียนหนังสือ ไปเรียนหนังสือต่างประเทศมาหรือไง? ไม่ใช่คะ..โรงเรียนก็ไป แต่เขาบอกว่าเวลาครูตี วันหลังก็ขึ้นรถไปแล้วก็ไปลงที่อื่น เวลาโรงเรียนเลิกก็กลับมาบ้าน แล้วบ้านโยมที่ลูกสาวซื้อให้ ใส่ชื่อลูกสาวไม่ได้ ก็ฝากใส่ชื่อน้องไว้ ภรรยาเขาก็นำไปจำนองจำนำหมด ไม่เป็นไรหรอก มันไม่หมดตัวหรอกตัวมันยังอยู่ ไม่เป็นไรมันหมดแล้วมันจะได้มาอยู่วัด เข้าวัดเลย มีหลายคนแล้วทำอะไรๆ ก็ขาดทุน ก็เลยมาอยู่ที่วัดสังฆทาน พี่น้องเป็นหมอ มีหน้าที่การงานใหญ่ๆ โต แต่เจ้าคนนี้มันเกเรไม่เรียนมาก ผลที่สุด พอไปมีลูกมีเมียทำอะไรก็ขาดทุนหมด แม่ก็เลยไปอธิษฐานต่อหน้าหลวงพ่อโต (ชื่อพระประธานวัดสังฆทาน) เมื่อไปชวนลูกชายมาวัดขอให้ลูกมาบวช คราวนี้พอมันหมดตัวก็มาเลยโยม นี่หลวงพ่อโตศักดิ์สิทธิ์เอามาได้ พอมาเจออาตมาก็คุยกัน ก็เลยตัดสินใจบวช ก็ให้บวชผ้าขาว เดี๋ยวนี้ได้บวชพระแล้วเกลี้ยงเกลาแล้วคราวนี้พอมาบวชพระ คิดว่าจะไม่มาเสียแล้ว ตอนนี้สบายไปแล้ว พอหมดแล้วมาได้ ต้องปล่อยให้มันหมดโยมเดี๋ยวมันมาเอง คนอย่างนี้ต้องปล่อยให้หมดโยม อย่าไปรับมัน ถ้าปล่อยให้หมดนั้นจะดีกว่าที่อยู่ ถ้าหากว่าโยมไม่ปล่อยให้หมดนะโยมจะต้องหมดไปด้วย แล้วจะไม่เหลือเลย ต้องปล่อยให้หมด เชื่ออาตมาซิ ให้หมดเร็วเท่าไรยิ่งดีคนอย่างนี้ นี่มันไม่เชื่อพ่อแม่หรอก มันก็ไปเชื่อผู้หญิงมากกว่าพ่อแม่ นี่โยมคิดผิดเองไม่ใช่ลูกโยมคิดผิด โยมคิดผิดลูกโยมก็เลยไม่กลับมาทางนี้ คนอย่างนี้ต้องปล่อยให้หมดตัว อย่าไปค้ำจุนอะไรทั้งหมดติดคุกติดตะรางก็ปล่อยให้มันติด ออกมาเดี๋ยวมันก็มาบวชได้ คนอย่างนี้ไม่ควรสนับสนุนเลยสักบาทเดียว ปล่อยเลย ตัดทิ้งเลยโยม โยมปล่อยทิ้งเลยนะ มันจะติดคุกติดตะรางช่างมัน แล้วโยมจะได้ลูกคืนมาแต่ถ้าโยมไม่ทำตามอย่างนี้นะ โยมจะไม่ได้ลูกคืนมา ลูกโยมจะไปหาเงินให้ผู้หญิงอยู่อย่างนั้นเอง ถ้าลักษณะอย่างนี้ปล่อยทิ้งได้ อย่างคนที่พูดถึงเมื่อกี้..เขาก็ยังไม่ถึงขนาดนี้นะ พอเขาเลี้ยงครอบครัวไม่ได้ ต่างคนก็ต่างไปเหมือนกัน พอไม่มีแล้วผู้หญิงก็ต้องไป มีลูกด้วยกันสองคน ญาติพี่น้องก็เก็บมาเลี้ยง พี่น้องทางผู้ชายฐานะดี ที่เป็นหมอก็นำลูกๆ มาเลี้ยงให้ ภรรยาไปทางคนนี้ก็ไปอีกทาง ที่สุดพอพ่อแม่ไม่ให้ พ่อแม่เข้าวัดปุ๊บ! ตัวเองก็ต้องมา แต่ถ้าพ่อแม่ยังตามช่วยอย่างนี้ เขาจะไม่มีทางมาตามแม่ ฉะนั้นลักษณะของโยมนี้ต้องปล่อยทิ้งเพราะคนที่ว่านี้เขาก็ต้องตัดสินใจเพราะว่าไม่มีจะให้แล้ว พอให้ก็หมดตัว แล้วพี่น้องก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เอาล่ะ..ฉันรับภาระเรื่องลูกแกได้ แต่ว่าเรื่องหนี้สินนั้นไม่รับ ฉันรับลูกแกมาส่งเรียนหนังสือได้ ส่วนตัวแกตัวใครตัวมัน ผลที่สุดเมื่อตัวเองอยู่ไม่ได้ ก็ต้องทิ้งลูกตัวเองทิ้งภรรยาตัวเอง ตัวเองก็ต้องร่อนเร่ซิ ไปอยู่แบบอดๆ อยากๆ พอกลับตัวใหม่ก็เริ่มต้นที่ดีได้โยมเป็นแม่ก็ต้องตัดสินใจได้แล้ว พอกลับบ้านไปแล้วทิ้งมันเลย บอกว่ากูไม่เอาแล้ว กูตัดกิเลสได้แล้ว บอกว่าหลวงพ่อบอกให้ตัดมึงแล้ว ไปไหนก็ไปเถอะ ที่จริงแล้วถ้าโยมไม่ตัดโยมจะพาลูกสาวโยมเดือดร้อนด้วยแล้วไม่มีที่สิ้นสุดคนๆ นี้ เพราะคนโง่นะ ลูกชายโยมไม่ฉลาดนะ ถ้าลูกฉลาดนี่ไม่เป็นไร แต่ถ้าเลี้ยงลูกโง่นี่ให้มันตายไปเลยเสียดีกว่า จริงนะจะหมดห่วง จะร้องไห้ไม่กี่วันหรอกถ้ามันตายนะ อย่างนี้โยมจะต้องร้องไห้ตลอดชีวิตเลย ถ้าเลี้ยงลูกโง่แล้วมันก็ทำไม่ถูกอย่างนี้ อาตมาก็คิดอย่างนี้แหละ ถ้ามันดีเราก็ควรจะบูชามัน ใช่..! แกไม่มีลูกแกก็ไม่รู้ใช่ไหม? ไม่ใช่ลูกของแก แกก็ไม่รู้! ใครจะตัดลูกได้ทั้งคน ใช่..จริงแหละ แต่ถ้ามันสุดทางก็ต้องหาทางตัดใช่ไหม? ลักษณะที่โยมเล่าให้อาตมาฟังนี้นะ อาตมาวิเคราะห์แล้วมีทางเดียวที่อาตมาพูดนี้คือต้องปล่อยเลย แล้วลูกของโยมจะกลับคืนมา จะได้ลูกคืน แต่ถ้าโยมไม่ปล่อยโยมจะไม่ได้ลูกคนนี้คืนในทางที่ดี ต้องไม่ใช้หนี้ใช้สินปล่อยมันเลย ตามเรื่องของมึง มึงจะติดคุกติดตะราง โยมไม่ต้องไปรับใช้หนี้ อันนี้จะเป็นบทเรียนสอนให้เขาฉลาดเราไม่ได้ดูถูกคนที่ไม่รู้หนังสือว่าโง่นะคนที่ไม่รู้หนังสือเมื่อสมัยก่อนก็ฉลาดเป็นพระอรหันต์ก็มี เอาตัวรอดก็เยอะแยะ แต่คนๆ นี้เขาไม่สามารถใช้ชีวิตของตัวเองให้ถูกต้อง เขาไม่เลือกคบคนที่นำลาภมาให้เขา มีแต่คนมาทำให้เขาเดือดร้อน เขาคบคนไม่เป็นเอง ถ้าเขาคบคนฉลาด คนที่ดีกว่าเขา เขาก็จะเอาตัวรอด ลูกสาวลงทุนให้เยอะเลยค่ะ ไปเปิดร้านขายเสื้อผ้าที่ห้างมาบุญครองให้ แต่พอทำแล้วก็เจ้ง.. คนๆ นี้มีอย่างเดียวต้องมาอยู่วัดแหละดีโยม ไปทำอะไรก็ไม่สำเร็วหรอก ถ้าอย่างนี้โยมจะอุปถัมภ์อย่างไรก็ไม่สำเร็จมีแต่ล้มละลายอย่างเดียว อย่างนี้เขาเรียกว่าคนดวงแตก ไปไม่รอดหรอก เห็นมาเยอะแล้วพวกที่ทำแบบนี้ ที่จริงโยมแก้ช้าเอง โยมควรจะปล่อยทิ้งตั้งนานเนแล้ว ได้ลูกไม่ดีก็ลำบากนะ โยมพยายามถามตัวเขาว่าทำไมถึงทำอย่างนี้ คือบางคนเขาก็คิดได้นะโยม คิดรวยทุกทีแหละเวลาทำ คิดทำอะไรใหญ่โตคิดรวยทุกทีแหละ แต่ว่าพอทำไปแล้วมันไม่ได้ คนพวกนี้พอคิดทำอะไรเขาจะคิดร่ำรวย คิดโน้นคิดนี่คิดสำเร็จหมดแหละพอทำไปแล้วมันพังทุกที คล้ายๆ กับว่าเขาไม่รู้จักเริ่มต้นเอาน้อยๆ เขาเอาทีเดียวให้รวยเลย โดยมากจะคิดเอาทีเดียวให้รวยเลย แล้วก็จะพังทุกที คนที่คิดให้รวยเลยนี่จะพัง ถ้าคนคิดน้อยๆ ว่าคิดจากน้อยไปหามากเขาจะไม่ค่อยพัง แล้วอีกอย่างคนที่สบายมาแล้วจะคิดลำบากไม่เป็น คิดแต่สบายอย่างเดียว คิดแต่จะลงทุนมากๆ อย่างเดียว แล้วก็แบมือขออย่างนี้ไม่มีทางเจริญ ไม่มีทางจะตั้งตัวได้ เพราะเขาวางแผนอยากได้เงินเอาไปลงทุนอย่างเดียว อย่างนี้มาทำขนมซาลาเปาขาย ไอติมขายยังรวยกว่าลูกชายโยมอีก แล้วก็ค่อยๆ ขยายไปเรื่อยๆ แต่นี้กะจะรวยเปิดห้างขาย..แล้วก็เจ้ง..ตัวเองก็ไม่ทันคนนี่ อย่างนี้ก็หมด ชักหน้าไม่ถึงหลัง เสียท่าเขาหมด อย่างนี้น่ากลัวนะ การลงทุนนี้ไม่ควรลงทุนเลย โยมก็ลงทุนให้เขาเป็นหลายครั้งแล้ว หยุดได้แล้วโยมอย่างพยายามเลย จบได้แล้ว ยิ่งยุคนี้ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย จบเลย..ทำบุญดีกว่า สบายใจกว่า
แสดงธรรมที่ วัดเขายายแสง วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๒
โดยหลวงพ่อสนอง กตปุญโญ
แหล่งข้อมูล vimokkha.com
อบรมพระวิปัสสนาจารย์ โดยหลวงพ่อสนอง กตปุญโญ วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี
การที่กระผมได้เห็นพระคุณเจ้าตั้งใจ ที่จะมาอบรมวิปัสสนากรรมฐาน กระผมก็เคยได้ศึกษามาตามรูปแบบครูบาอาจารย์ เมื่อก่อนก็เที่ยวไปอย่างไม่มีจุดหมายปลายทางเหมือนกัน เที่ยวธุดงค์ไปทางเหนือทางใต้ แล้วก็นั่งกรรมฐาน สนใจตั้งแต่ยังไม่บวช พอบวชแล้วก็สนใจมากขึ้น พอเรียนรู้กรรมฐานก็เหมือนไม่มีครูบาอาจารย์ ตอนหลังกระผมกลับมาศึกษากับหลวงพ่อสังวาล เขมโก ที่วัดเขาสารพัดดี จ.ชัยนาท ตอนหลังท่านมาอยู่ที่วัดทุ่งสามัคคีธรรม จ.สุพรรณบุรี
ท่านเป็นพระไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ท่านทำสมาธิได้ ทำเรื่องฌาน เรื่องสมาธิได้ อันนี้กระผมเชื่อว่าท่านทำได้และท่านก็ได้มาสอนในแนวสติปัฏฐาน ๔ กระผมได้มาเข้าใจแนวการทำสมาธิอย่างง่ายๆ สำหรับวิธีการของท่าน พอเอามาใช้แล้วก็นำไปแนะนำชาวบ้านแล้วก็ได้ผล ชาวบ้านก็ทำตามได้ง่าย คือว่าไม่ใช่เป็นวิชาที่ยาก จนถึงกับลึกลับจนเกินไป ถึงกับต้องขึ้นครู ถึงกับต้องมีขัน ๕ อะไรอย่างนั้น คือกระผมต้องการเรียนรู้ของที่คว่ำแล้วให้หงายออกมาง่ายๆ ประเภทที่ว่าไม่ใช่ติดกุญแจดอกใหญ่จนไขไม่ออก ต้องไปหาดอกสำคัญมาอะไรอย่างนี้ ท่านก็สอนง่ายๆ
สอนอานาปานุสสติ (กำหนดลมหายใจเข้า-ออก) กับปัญจกรรมฐาน (กรรมฐาน ๕ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง) และสอนสติปัฏฐาน ๔ (กาย เวทนา จิต ธรรม) ซึ่งกำหนดแบบละเอียด แบบยืน เดิน นั่ง นอน แบบที่อาจารย์ท่านได้สอน กระผมได้ปฏิบัติอยู่กับท่านถึง ๓ ปี ก็แนวสติปัฏฐาน ๔ นี้เป็นหลักพระไตรปิฎก ซึ่งยืนยันว่าเป็นทางที่ถูกต้อง พระพุทธเจ้าก็ได้สอนสาวกทั้งหลายมาด้วยแนวสติปัฏฐาน ๔ พอมาปฏิบัติกับท่านก็เป็นเรื่องที่เราก็เข้าใจเรื่องสติได้มากขึ้น ว่าการปฏิบัตินั้นคือเราไม่สามารถจะคุมสติตัวเองได้ เมื่อเผลอสติแล้วก็นำไปสู่อารมณ์โลกต่างๆ ทุกข์บ้าง สุขบ้าง ปรุงแต่งไปในอารมณ์ต่างๆ ที่ท่องเที่ยวอยู่ พอเรามีสติควบคุมการนั่งนอนของเรา มีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมในอารมณ์กรรมฐาน
เอากายของเราเป็นกรรมฐาน มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ในกายของเรานี่เอง พอไปจับกายตามความเป็นจริงได้จิตมันก็ไม่ไปอื่น จิตก็ไม่เที่ยวไปถิ่นต่างๆ ไม่ไปสู่กามภพ ไม่ไปสู่รูปภพ ไม่ไปข้างหน้า ไม่ไปข้างหลัง เมื่อจิตใจมีสติแล้วก็เข้าใจเรื่องพระพุทธศาสนา ก็เป็นคำตอบที่มีอยู่ในตัวเสร็จ
ฉะนั้นสติปัฏฐาน ๔ ก็มีหลักที่พระคุณเจ้าได้ปฏิบัติกันอยู่แล้วคือกาย เวทนา จิต ธรรม มีกายเป็นหลัก คือกำหนดกายของเรานี่เองกายที่มีอาการ ๓๒ กายกิน กายเดิน กายนั่ง กายนอน กายถ่ายอุจจาระปัสสาวะ กายเคลื่อนไหวอะไรก็กำหนด เอาจิตมาไว้ที่กาย เอาสติมาจับไว้ที่การเคลื่อนไหว เรียกว่ากำหนดสติปัฏฐาน คือกำหนดกาย กายยืน กายเดิน กายนั่ง กายนอน ก็กลายเป็นพระ เมื่อกำหนดกายชัด หนักเข้าๆ สติติดต่อกันก็เกิดรูปกรรมฐานขึ้นมา
พอเกิดรูปกรรมฐานขึ้นมาก็รู้เวทนา เวทนาเราก็กำหนดในอารมณ์ตัวเองว่าสุขที่เกิดขึ้นกับจิต ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส ใจสัมผัสยินดี ยินร้ายก็กำหนดที่จิต มีสุขบ้างมีทุกข์บ้าง แล้วมีวางเฉยบ้าง ก็กำหนดเวทนาเป็นอารมณ์ เพราะเมื่อกระทบแล้วจิตต้องมีเวทนา มีความดีใจบ้าง เศร้าหมองใจเป็นธรรมดา เราก็ตั้งสติให้มากขึ้น มีการกำหนดรู้มากขึ้น เมื่อเรากำหนดมากขึ้นจิตก็ปล่อยวางได้ ปล่อยวางต่อทุกขเวทนาทั้งปวงได้ ก็เป็นอุเบกขาได้ เมื่อเรารู้มากๆ ขึ้นมา จิตอันนี้ก็เจริญเป็นมรรคขึ้นมา
มรรคก็กำหนดรู้จิตเห็นจิตอยู่เสมอไป จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ก็กำหนดรู้เท่าทันอารมณ์ทางจิต เรียกว่าจิตตานุปัสนาปฏิปัฏฐานา ตั้งไว้ที่จิตของเรา พิจารณาจิตอยู่ภายใน เมื่อเรารู้จิตของเรา นั่นแหละฐานที่ตั้งของความสงบ มรรคาปฏิปทา การปฏิบัติเข้าไปสู่ฐานจิต นั่นคือการปฏิบัติที่ถูกต้อง ถ้าปฏิบัติอะไรไม่เข้าสู่ฐานจิตแล้วนั่นคือเป็นโมหะ เป็นโลภะหรือเป็นโทสะ เพราะกำหนดออกนอกกายการกำหนดเข้ามาในกายในใจนั้นคือฐานที่ตั้ง เรียกว่าฐานที่ตั้งของความสงบ ปัญญาก็จะเกิดขึ้นได้ เมื่อปัญญาเกิดขึ้นได้ก็เป็นผู้ละ ผู้ตัด ผู้วาง จากราคะ โทสะได้ ก็เป็นธัมมานุปัสนาปฏิปัฏฐานา พิจารณาธรรมที่เกิดขึ้นในอารมณ์กรรมฐาน มีปีติ สุข เอกัคตา (ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว) บางครั้งก็เกิดมาก บางครั้งก็เสื่อมถอยลงไป เมื่อเจริญมากๆ ขึ้นก็เป็นธรรมะที่ปรากฏ เป็นญาณ ทำให้เรารู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจธรรมได้ ให้เห็นอนิจลักษณะได้ (ความไม่เที่ยง)
พิจารณากายมากๆ กรรมฐานนี้อยู่ที่กายส่วนใหญ่ กายกิน กายเดิน กายนั่ง กายนอน ต้องตั้งต้นอยู่ตรงนี้อยู่ตลอดเวลา จะภาวนาอะไรก็ได้ อานาปานุสสติก็ได้ หนอก็ได้ ก็ขอให้จิตของเรามาอยู่กับกาย แล้วให้รู้อารมณ์ของตัวเองตลอดวันตลอดคืน เราก็ต้องเฝ้าดูจิตดูใจของเรา นักปฏิบัติเมื่อรู้อย่างนี้ก็พอที่จะเข้าใจวิธีการประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าสิ้นความสงสัยในเรื่องศาสนาพุทธนี้เราก็มีพยานยืนยันที่เกิดขึ้นในตัวเราแล้วก็มั่นใจที่จะนำคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปประกาศให้คนอื่นได้ทราบต่อไปได้
อันนี้เป็นอารมณ์กรรมฐานง่ายๆที่อาจารย์สอน อาจารย์ที่สอนก็สอนให้เราอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำงานอะไรมาก เหมือนอย่างที่พระคุณเจ้ามาอยู่นี่ ไม่ต้องทำงานไม่ต้องก่อสร้างอะไรทั้งหมด ไม่ต้องคุยกับใคร เหมือนอย่างที่สำนักลำเปิงเขาสอน เดิน ยืน นั่ง นอน แบบไม่ต้องพูดคุยกับใคร กินคนเดียว นอนคนเดียว ทำแต่สติตลอดวัน ไม่ต้องอ่านหนังสือ ไม่ต้องสวดมนต์ ไม่ต้องเขียนหนังสือ ทำแต่ดูจิตอย่างเดียว กระผมก็ได้เคยทำมา ๓ ปี ทำวิธีสติปัฏฐาน ๔ นี้มี พลานิสงส์อย่างมาก ที่เราจะเข้าถึงพุทธศาสนาได้โดยตรง ถึงแก่น
การเป็นพระ..ก็มารู้จักคำว่าเป็นพระตรงที่เราได้เข้ามาปฏิบัติธรรมนี่เอง ถ้าเราเป็นพระแล้วไม่มีโอกาสปฏิบัติธรรมแล้วเราก็ไม่รู้ว่าเป็นพระกันตรงไหน พุทธศาสนาอยู่ที่ใคร นึกว่าอยู่ที่ตำรับตำรา ในตู้พระไตรปิฏก พอเรามารู้เรื่องจิตใจก็รู้เรื่องพุทธศาสนาอยู่ที่ใจของเรา เรามีที่พึ่งคือทำใจ เรามีที่พึ่งคือศีล คือสมาธิ คือการเจริญใจของเราให้งอกงามขึ้น เราก็รู้ว่าอกุศลกรรมนี้ที่มันให้ผลในชาตินี้และในชาติที่แล้วมาก็คือรู้จักกรรมที่ใจของตัวเอง ถ้าเราทำใจดีแล้ว
ผลดีมันก็ออกมา ถ้าเราทำใจไม่ดีผลไม่ดีมันก็จะออกให้ผลกับเรามาเป็นทุกข์เร่าร้อนตลอดไป แต่ถ้าเราทำกายวาจาใจมีศีลมีธรรม ผลความสุขสงบทางใจมันก็เกิดขึ้นกับตัวเรา เป็นผลสะท้อนที่เกิดขึ้นมาจากจิตใจ อันนี้พุทธศาสนาก็เลยเข้าถึงทางด้านจิตใจของบุคคล ก็คือปฏิบัติตามคำสอน
ตอนที่ผมได้ปฏิบัตินั้นก็ได้ทิ้งหมดเลย คือว่าปฏิบัติแบบว่าไม่เอาอะไร เครื่องรางของขลังก็ทิ้งหมด เมื่อก่อนผมชอบมากครื่องรางของขลัง ตะกุด ผ้ายันต์ ตอนเป็นฆราวาสผมชอบอิทธิฤทธิ์ ชอบเล่นวิชาอาคมตั้งแต่เล็กๆ ชอบมากเลย เครื่องรางของขลังท่านคงทราบอยู่แล้วว่าเมืองสุพรรณฯ เป็นเมืองพระ เมืองนิยมวิชาอาคมพวกนี้อยู่แล้ว แต่ว่าพวกนี้เป็นสายเลือดที่สืบกันมา พอมาปฏิบัติแล้วอยากจะรู้เรื่องแบบปฏิบัติโดยตรง
พรรษาแรกก็ยังสนใจเล่นของ ยังเอากล้องไปส่องพระว่าองค์ไหนแท้ องค์ไหนไม่แท้ ส่องดูองค์ไหนเก่า องค์ไหนไม่เก่า กรุขึ้นหรือไม่ขึ้น รุ่นไหนแท้หรือไม่แท้ ชอบใจพระ แต่พอมาเจริญสติปัฏฐาน ๔ กับหลวงพ่อสังวาล กลับเปลี่ยนใจได้เลิกเล่นเลย ออกมาผมก็ยกให้เขาหมดเลย หลวงพ่อไหนแท้ไม่แท้อยู่ที่ใจอย่างเดียว อันนั้นเป็นพระสมมติทั้งหมด ตะกุด ผ้ายันต์ ทองเหลือง ทองแดง จะเป็นสมเด็จรุ่นไหนก็เป็นวัตถุธาตุ พระที่แท้คือศีล สมาธินี่เอง ก็เลยเอาพระออกหมดเลย ทิ้งออกจากย่ามหมด พวกคนเขาดีใจว่าให้พระเขา ให้เครื่องรางของขลังเขา
ตอนที่ผมยังไม่บวช พระของผมที่ผมเล่น พออธิษฐานฟาดสายรุ่งแล้วสายรุ่งจะขาด เพื่อนก็วิ่งมาหาผม บอกว่า นี่ลองพระดูที เพราะเพื่อนรู้ว่าที่บ้านมีพระของเก่าๆ เยอะ ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ลองอธิษฐาน พออาราธนาพระก็เอาพระจับฟาดสายรุ่งเลย พอฟาดเข้าไปสายรุ่งจะแหวกขาดเลย เราก็ไม่เชื่อสายตา พอฟาดทางนี้อีกทีก็ขาดทางนี้อีกที ฟาดสามท่อนก็ขาดสามท่อน อานุภาพพุทธคุณ ธรรมคุณนี้มีจริง แต่ว่าเป็นวัตถุธาตุ ผมก็เชื่อว่ามีเมื่อสมัยก่อน ก็เล่นครับ พระนี่เอาใส่ปากปลาแล้วฟันไม่เข้าหรอกครับ พระเมืองลำพูนนี่แหละครับ ลำพูนแดง ลำพูนดำ เอาใส่ปากปลาฟันจนปลาตายจึงจะเข้า หนังไม่ขาดหรอก ให้ผู้หญิงฟันก็ได้ ให้ผู้ชายฟันก็ได้
เหมือนคนที่เขาเล่นวิชาจริงๆ เคี้ยวตะกั่วเอามือจิ้มได้ ผมยังเคยไปจิ้มกับเขาเลย คนที่อู่ทองเคี้ยวตะกั่วแล้วเอามือไปจิ้มตะกั่วได้ของหายนี่ลองอธิษฐาน ถ้าคนไหนขโมยแล้วจิ้มไม่ได้ จิ้มแล้วตะกั่วติดเลย เรื่องจิ้มตะกั่วนี่เราก็นึกว่าเป็นเรื่องหลอกเด็ก แต่พอมาเจอกับตัวเองจึงได้เชื่อว่ามีจริงๆ เมื่อปี ๒๕๐๐ ผมยังได้ไปจิ้มกับเขาเลยของหายในวัด เอาเณรกับเด็กจิ้มก่อน ผมอยู่เป็นเณรผมก็ไปจิ้ม
เขาบอกว่า จิ้มไปเถอะคนไหนบริสุทธิ์ไม่ติดหรอกครับ
มีเณรองค์เล็ก จิ้มแล้วละๆ เพราะกลัวติด
เขาบอกว่า ถ้าไม่ได้ลัก..จิ้มไปเถอะ
พอจิ้มไปแล้วมันก็ไม่ติด ทั้งๆ ที่เณรใจเสียแล้วนะครับ เขาบอกว่าถ้าคนไหนรู้เห็นแล้วติดเลยนะ..ตะกั่ว
ที่เรากล้าจิ้มเพราะว่าคนที่เขาเคี้ยวตะกั่วเขาเอามือช้อนขี้ตะกั่วออกได้ แล้วเขาให้สมภารวัดจิ้มก่อน มีจริงครับของพวกนี้ วิชาอาคมพวกนี้ผมได้เห็นกับตัวเองมาเยอะในประสบประการณ์ แต่พอมาทำกรรมฐานแล้วถือว่ามันเป็นของติดงมงาย ถึงจะนำญาติโยมให้ทำตามได้แต่ก็ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ไม่ใช่ทางพระพุทธเจ้าสอน เป็นของโลกีย์ก็เลยทิ้งหมดเลย
พอมาเจอหลวงพ่อสังวาล ผมก็เลิกหมดเลยของพวกนั้นไม่ติดใจ พอผมมานั่งสมาธิที่ป่าช้า มันก็มาปรากฏอีกของพวกนี้ มาปรากฏให้เราอยากได้อีกผมก็ไม่เอา พอเข้าปีที่ ๓ พอนั่งๆ ไป ยุงมากัดไม่เข้าหรอกครับ ยุงมาตอดมากัดเหล็กหมาดคดหมด ผมมานึกว่า
เอ้..! อารมณ์แบบนี้ยุงกัดไม่เข้า สงสัยอารมณ์ที่เขาเอาไปเล่นอยู่ยงคงกระพันมั้ง
เอาไปเสกอุด เสกอัด ไม่ให้ปืนออกอะไรอย่างนั้น ผมก็ลองนั่งอยู่ตลอดวัน ทำอารมณ์นั้นแล้วยุงก็กัดไม่เข้า ยุงนี่กัดปากคดหมดที่แรกผมนึกว่ายุงตัวนั้นมันปากหัก กินเลือดคนไม่ได้ มันกัดตลอดไปเอาปากมาทิ่มกับเนื้อเรามันก็คดแล้วมันก็บินหนีไป ตัวใหม่มาก็แบบนั้นแหละ ทั้งวันมีตัวไหม่เข้ามากัดแบบนั้นปากคดหมด กินเลือดเราไม่ได้
พอวันที่สองเราก็ลองอีกมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ ถ้าลองทำอารมณ์นั้นยุงจะกัดไม่เข้าเลย พอกำหนดจิตปุ๊บตรงนั้น ยุงกัดจะปากคดทันที แต่ถ้าปล่อยจิตดวงนั้นยุงก็กัดเข้า
ผมบอก เอ้..! ถ้าอย่างนี้แสดงว่าวิชานี้เป็นวิชาอยู่ยงคงกระพันยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า
แต่อาจารย์สั่งไว้ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีตัวตนอะไรของไม่เที่ยงแท้อย่าไปยึด
ผมก็เลยไม่เอา ถ้าติดตรงนี้เดี๋ยวก็ไปเป็นเกจิอาจารย์กับเขาคงต้องไปนั่งเสกตะกุด ทองเหลือง ทองแดงกับเขา แต่ได้ผ่านอารมณ์นี้เห็นกับตัวเอง แล้วเวลาไปกำหนดตรงนั้น กล้องก็ถ่ายไม่ติด กล้องนี่เสียเลยถ้าถ่าย พังเลย พอเราเล่นอารมณ์นั้น เราก็ถือว่าไม่ใช่อารมณ์กรรมฐาน ไม่ใช่อารมณ์วิปัสสนา มันเป็นเพียงจิตดวงหนึ่งที่มีอารมณ์เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติธรรม อันนั้นเราก็ส่งอารมณ์ให้กับครูบาอาจารย์ไม่ได้ ท่านไม่ได้สอนเรา แต่ก็ถือว่าถ้าบุคคลใดได้ปฏิบัติมีบารมีแก่กล้า ก็ได้เองสิ่งพวกนี้ ถ้าเราไม่ถึงวาระนั้นมันก็ไม่เกิดกับเรา ก็ต้องเกิดจากผลของศีล สมาธิที่มีอยู่ในตัวเรา
แต่ก่อนผมก็สนใจเล่นเรื่องกสิณ (ชื่อกรรมฐานหมวดหนึ่งว่าด้วยยอารมณ์ที่กำหนดธาตุ ๔ คือ ปฐมวี (ดิน) อาโป (น้ำ) เตโช (ไฟ) วาโย (ลม) ,ว่าด้วยวรรณะ (สี) ๔ คือ นิล (สีเขียว) ปีต (สีเหลือง) โลหิต (สีแดง) โอทาต (สีขาว) ) แต่แอบเล่นเรื่องกสิณ เพราะสนใจเรื่องกสิณมากเป็นพิเศษ ตอนหลังก็พอเข้าใจแล้วจึงเลิก ก็เลยรู้ว่ากรรมฐานนี่เป็นอุบายทั้งหมด กรรมฐาน ๔๐ นี่เป็นอุบายให้จิตของเราเป็นหนึ่ง เพื่อที่เราจะได้เข้าไปรู้เรื่องจิตใจตัวเอง แล้วก็ไปรู้การละ ปล่อยวางให้เป็น ที่ผมได้ปฏิบัติมากับครูบาอาจารย์ก็นับว่าเราได้ครูบาอาจารย์ที่ดีแล้ว เป็นโอกาสให้เราได้เดินทางต่อไป เพราะท่านสั่งไม่ให้เรามีอะไรมากมาย แล้วก็ยิ่งเป็นพระธุดงค์แล้วยิ่งง่ายในการใช้ชีวิตมากเลย ไปไหนก็เตรียมบาตรลูกหนึ่ง กลดคันหนึ่ง
ผมเชื่อเหลือเกินว่าพระร้อยกว่ารูปนี้ไปที่ไหนก็คงไม่อด เพราะญาติโยมรู้ว่าพระเราเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติ แล้วก็อยากจะศรัทธาทำบุญกุศล ฉะนั้นเมื่อออกไปแล้วพระคุณเจ้าจะไปเผยแพร่ธรรมะให้กับญาติโยม ญาติโยมก็ศรัทธาผู้เผยแพร่ หมายถึงว่าก็ต้องเสียสละ ยิ่งสันโดษเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น พระยิ่งสันโดษเท่าไรก็เป็นผู้ที่น่ารักเป็นผู้ที่น่าเคารพยิ่งไม่เอาอะไรยิ่งดีใหญ่ เพราะพระพุทธเจ้าท่านไม่เอาอะไร มนุษย์และเทวดาทั้งหลายจึงยอมรับความคิดของพระพุทธเจ้าว่าพระองค์ท่านเป็นผู้บริสุทธิคุณ มหากรุณาธิคุณ และปัญญาธิคุณ
ที่ท่านสามารถปฏิบัติตัวเป็นผู้นำได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะได้รับผลไป เพราะว่าผลที่เราจะไปทำงานให้พุทธศาสนา ท่านจะเสียสละได้มากแค่ไหน เหมือนกับท่านพระครูเจ้าคณะอำเภอท่านเสียสละ ท่านจึงมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เสียสละความสุขส่วนตัวให้กับส่วนรวม ถึงจะลำบากในการมาอบรมพระท่านก็มา แต่ทีนี้งานที่เสียสละของพวกเรานั้นแหละที่จะทำให้กับตัวเองและก็สังคม แต่ถ้าเสียสละไม่ได้ก็เจริญไม่ได้ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า
การที่ไปสั่งสอนประชาชน ความเป็นจริงเราอย่ามุ่งสอน การมุ่งสอนนั้นจะทำให้เราผิดหวัง เหมือนอย่างเราได้อบรมไปแล้ว ธรรมะเกิดแล้วหละ กลับไปวัดอยากจะเทศน์ให้โยมฟัง พอได้รู้อะไรเยอะๆ กลับจะไปเทศน์ใหญ่เลยคราวนี้ ความตั้งใจที่เราจะไปเทศน์นั้น บางทีมันล้มละลาย พอไปเทศน์เข้าจริงๆ โยมเขารับไม่ไหว โยมรับไม่ได้ โยมเบื่อ โยมยังเตรียมใจไม่พร้อม
ผมเคยไปอบรมญาติโยมกัน ไปกับเพื่อนพระ แต่ที่จริงเพื่อนรุ่นพ่อ ท่านบวชทีหลังแต่ว่าท่านรู้มากกว่าเรา ท่านศึกษามาจากวัดมหาธาตุและท่านเรียนรู้มากตอนเป็นฆราวาส แล้วท่านบวชจากธรรมยุติท่านก็มีธรรมะดีก็ไปเผยแพร่กัน ภาคกลางก็ไปเผยแพร่ โยมมาฟังธรรมะเราเขาไม่นิมนต์ไปหรอก เพราะเราพูดไม่เก่ง แต่เราพูดไม่เหมือนท่าน เขาก็นิมนต์พระเพื่อนนั้นไปเทศน์ที่วัด คนเต็มศาลาเลยครับ ท่านเทศน์เรื่อง อริยสัจ ๔ มรรคมีองค์ ๘ เรื่องการเป็นโสดาบัน เราทำบุญกันอย่างไรจึงจะเป็นโสดาบัน ทำกันมาตั้งนานแล้วยังไม่รู้จักบุญ ท่านพูดให้ญาติโยมเข้าใจ แต่ท่านพูดไม่หยุด พูดถึงสามสี่ชั่วโมง โยมก็ฟังได้บางแห่ง
พอท่านกลับมาถึงวัด ผมจึงถามท่านว่า
เป็นอย่างไรบ้างครับ โยมที่นี่
แหม! โยมที่นี่ศรัทธาดีจังเลย ฟังกันไม่ยอมลุกเลย พรุ่งนี้จะต้องไปโปรดใหม่
พอพรุ่งนี้ไป โยมมาฟังอีก แต่คราวนี้เหลือครึ่งศาลาครับ สู้ไม่ไหว สู้พระเทศน์ไม่ไหวครับ พอวันที่สามไปอีกเหลือสองคนครับ หมดครับ สามวันเทศน์เกลี้ยงศาลาเลยครับ ธรรมะมันเกิด เราก็ไม่รู้จะเตือนอย่างไรได้ โยมรับไม่ไหว ธรรมะพระมากไป
แต่ที่เราอยู่ที่นั่นก็ไม่ได้เทศน์อะไรมาก โยมก็มานั่งกรรมฐานกันมากขึ้นๆ จนเป็นวัดขึ้นมา จากวัดร้างจนกลายมาเป็นวัดมีพระสงฆ์จนสมบูรณ์ทุกอย่าง แต่ท่านเทศน์เองนะครับอยู่ที่ไหนไม่ได้ครับ อยู่พรรษาสองพรรษาก็ไปแล้วเพราะมีปัญหา เทศน์ไม่ได้วัดครับ เทศน์ไม่ได้ลูกศิษย์ด้วย เทศน์ดีจริงๆ ครับ ผมฟังผมก็ชอบว่าเทศน์ได้ดี แต่เทศน์ไม่ได้ลูกศิษย์ มันเป็นกรรมอะไรของท่าน ให้พิจารณาดู มีเพื่อนพระหลายองค์ ความรู้ดีนะครับไม่ใช่ไม่ดี บางองค์บอกว่า
ผมไม่มีวาสนามั้ง ผมนี่อุตส่าห์เผยแพร่มานานแล้ว แต่ยังตั้งสำนักไม่ได้
แล้วก็ไปเทศน์กันที่จังหวัดประจวบ ท่านเป็นโรคปวดหลัง ท่านตัดกระดูกออก พอท่านนั่งฟังเราเทศน์ ท่านจะบอกว่า
อาจารย์ผมเหมื่อยแล้วครับ ผมไปนอนก่อน หลังไม่ดี
พอท่านนั่งฟังเราแล้วท่านปวดหลัง แล้วท่านก็กลับไปนอน พอวันรุ่งขึ้นผมรู้ วันนี้ต้องให้หลวงพ่อเทศน์แทนหน่อย
จึงบอกว่าวันนี้หลวงพ่อเทศน์นะครับผมจะพักผ่อน
ท่านก็ดีใจ ท่านชอบเทศน์ ท่านเทศน์ตั้งแต่หัวค่ำถึงสว่างเลยครับ ท่านเทศน์ได้ไม่ปวดหลังเลยครับ แต่พอฟังเราเทศน์เดี๋ยวเดียวก็ปวดหลัง
พอได้สามวันแล้วผมก็ชวนท่านกลับ กลัวโยมเบื่อ โยมเขาบอก
แหม! ชอบใจพระองค์นั้น คราวหลังนิมนต์มาเทศน์อีกนะ
ผมไม่พาท่านไปอีกเลยครับ ถ้าพาไปอีกคราวนี้หมดเลย ไม่มีใคร
มาฟังเลย ธรรมะนี้สำคัญ คือมันเกิดเราก็ต้องรู้ รู้มันดับ ถ้าเกิดแล้วไม่รู้มันดับนี่มันจะไม่ดับ มันจะปรุงแต่ง เราก็ไม่สามารถไปรู้ใจคนได้ ไม่สามารถที่จะให้เข้าถึงศรัทธาญาติโยมได้ การแสดงธรรมให้กับญาติโยม บางทีไม่จำเป็นต้องแสดงอะไรมาก เพียงแค่ทำตัวอย่างให้เขาดูเท่านั้นเอง เดินสงบ นั่งสงบ นอนสงบ กินสงบ กิริยาวาจาอาการแสดงออกมาสงบ ที่ออกมาจากใจ ส่วนนั้นแหละเป็นการเทศนาสั่งสอนขั้นเบื้องต้น เป็นปฐม อันนั้นแหละที่จะนำศรัทธาญาติโยมมาให้ฟังธรรมของเรา
และเมื่อเราทำอาการสงบกายวาจาใจเรียบร้อยแล้ว คำเทศน์ที่เราแสดงไปก็ได้ผล แต่ว่าถ้าเราไม่สำรวมกายวาจาใจ จะแสดงธรรมสักกี่จบ กี่กัณฑ์ ก็ไม่เกิดผลอะไร ศรัทธาเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะผู้ที่แสดงธรรมนั้นไม่ได้สำรวม หรือไม่เป็นผู้สงบระงับ อันนี้ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่นักเผยแพร่ต้องผิดพลาดกันมากในเมื่อไปทำงานให้กับศาสนา ซึ่งไม่สามารถที่จะดึงศรัทธาญาติโยมให้แน่นแฟ้นได้ แล้วก็ไม่สามารถที่จะปกครองบุคคลที่เข้ามาศึกษาธรรมะให้อยู่ในระเบียบวินัยได้ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้แสดงธรรม ที่จะต้องเอาระเบียบวินัยตามพุทธบัญญัติมาใช้จึงจะได้ประโยชน์มาก
แล้วอีกอย่างญาติโยมบางท่าน กระผมขอเล่าถวายนะครับ ไม่ใช่ว่าคุยโอ้อวดท่าน
คือในฐานะที่เรามาพบกัน แล้วท่านจะต้องไปเป็นพระวิปัสสนาจารย์ และนำธรรมะนี้ไปเผยแพร่ให้กับญาติโยม ก็อยากจะถวายความคิดเห็นไว้บ้างว่า ควรจะทำอย่างไรที่จะดึงศรัทธาญาติโยมได้ คือเราต้องปฏิบัติแบบประเภทให้อยากน้อยลง หรือว่าดับความอยากตัวเองความอยากนี้ทำให้เสียทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งจะไม่ได้มาทางผลประโยชน์ทางศาสนา
ที่กระผมเคยไป..เราก็ไม่อยากมีลูกศิษย์ เราก็ไม่อยากได้อะไร ใจนั้นอยากจะไปอยู่ที่สงบวิเวก แต่ผลมันตามมาเองครับ ผมไปอยู่ที่ถ้ำหมี จ.สุพรรณบุรี อยู่องค์เดียว พอไปอยู่ได้สองพรรษาก็มีพระตามไปอยู่ด้วยมากขึ้น ผมเห็นว่าสองปีมีพระมากขึ้น จากถ้ำจากป่ากลายมาเป็นวัด ก็เลยมอบหน้าที่ให้องค์อื่นอยู่แทน กระผมเคยไปอยู่ที่ถ้ำกระเปาะ จ.ชุมพร ผมไปอยู่องค์เดียวไปวิเวก ไปอยู่ก็ตั้งใจไปอยู่องค์เดียว ปีแรกก็อยู่ได้องค์เดียว พอปีที่สองพระก็ตามไป ปากต่อปากก็มากขึ้น พอปีที่สามมีพระยี่สิบกว่าองค์ ผมเห็นว่าพระมากก็เลยหนีจากที่นั่น ให้พระที่นั่นอยู่แบ่งครึ่งกัน
แต่ว่าญาติโยมโดยมากเราไม่ได้มุ่งสอนอะไรมาก แต่ก่อนที่เมืองนนท์นะครับ คนกลัวพระกรรมฐานมาก ไม่ยอมนั่งหลับตา พอพระเทศน์ญาติโยมจะกลัวพระเทศน์มากเลย ลงศาลากันหมดเลยครับ คือพระที่ภาคกลางเทศน์จนโยมเบื่อครับ นะโมตัสสะ..ถือคัมภีร์ อ่านคำภีร์จนโยมเบื่อครับ เมื่อไรก็นิทาน เมื่อไรก็ราชาศัพท์ ซึ่งโยมฟังแล้วก็ไม่รู้เรื่องครับ พระท่านก็กลัวว่าถ้าไม่เทศน์ภาษาบาลีหรือภาษาธรรมกลัวโยมจะหาว่าเราไม่มีภูมิรู้ ก็เลยรักษาภูมิรู้ของตัวเอง เทศน์จนโยมไม่เข้าใจธรรมะ นานๆ เข้าโยมก็เบื่อหมดเลยครับ
ผมไปใหม่ๆ ผมจะสังเกตตอนไปวัดอื่นนะครับ พอโยมมาถวายอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว พอพระบอกว่าเอ้า..ต่อไปนี้เตรียมตัวฟังธรรมนะ
รีบเก็บปิ่นโตลงศาลา รีบกลับบ้านกันเลยครับ ผมจึงรู้ว่า โอ้..โยมกลัวพระเทศน์กันจังเลย น่าสงสารจริงๆ เหลือแต่คนแก่แหละครับที่หนีไม่ทัน แล้วก็ฟังไปหลับไป ผมก็มานึกได้ว่า โอ..พระเทศน์จนโยมกลัวคัมภีร์ เพราะโยมฟังไม่รู้เรื่องผมก็เลยไม่ถือคัมภีร์ครับ คิดว่าทำอย่างไรจะให้โยมฟังเทศน์ได้เพราะว่าอยู่ใกล้กับวัดต่างๆ ที่เขากลัวพระเทศน์ พอวันพระญาติโยมมาทำบุญ เมื่อฉันข้าวเสร็จแล้ว จึงบอกว่า
โยมต่อไปนี้ตั้งใจแผ่เมตตานะ รับพรแผ่เมตตาจากพระ
พอบอกเทศน์เขาก็ต้องเตรียมตัวลงศาลา ถ้าบอกนั่งกรรมฐานเขาก็ต้องเตรียมลงศาลาเหมือนกัน แล้วจะทำอย่างไรจึงจะดึงโยมเขาได้ เพราะโยมกลัวนะครับ บางคนก็อายครับ อายเรื่องนั่งสมาธิบางคนนี่อายมากครับ เมื่อสมัยก่อนนะครับเมื่อสิบกว่าปี ผมก็บอก
เอ้า..โยมเดี๋ยวแผ่เมตตานะ ทำจิตให้เป็นกุศล แล้วจะได้เอาบุญกุศลนี้ให้ถึงญาติได้ ถ้าเราไม่มีสมาธิเราจะไม่สามารถที่จะแผ่บุญกุศลให้ถึงญาติได้ จิตใจเราวอกแวกอย่างนี้ วุ่นวายอย่างนี้แผ่เมตตาไม่ออก ตอนนี้โยมทำใจให้สงบสักห้านาทีเราก็เติมตรงนี้แหละครับ ห้านาทีทำอย่างไร
ให้เอาจิตมาอยู่กับลมหายใจของเรา หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ให้นึกเห็นตัวเอง อย่าให้จิตไปคิดถึงคนอื่น แล้วเราจะทำจิตให้สงบได้
พอห้านาทีโยมเริ่มหลับตาเป็นแล้วคราวนี้ พอมาวันหลังๆ ก็เพิ่มสิบห้านาที เพิ่มครึ่งชั่วโมง นานๆ เข้าชั่วโมงหนึ่งไม่หนีครับ พอชั่วโมงหนึ่งไม่หนี พวกขี้เหล้าเมายา พวกกินเหล้าเมายาในวัดนั้นหายหมดเลย กลายเป็นคนมีศีล มีธรรมเลิกดื่มเหล้า เลิกเล่นการพนัน กลายเป็นทายกทายิกานักเสียสละไปเลยครับ พอนั่งกรรมฐานถึงหนึ่งชั่วโมงคนดีเกิดขึ้นในวัดนั้นเลยครับทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชาย ไม่ได้ไปหาคนที่ไหนเข้าวัดหรอกครับ ไม่ต้องไปไล่คนเก่าออกหรอกครับ เอาคนเก่านั้นมาฝึก กลายเป็นคนมีศีล มีทาน
เรื่องเงินเรื่องทองวัดนี้ท่านไม่ต้องกลัวหรอกครับ มีแต่เอามาให้ครับ วัดอื่นปกครองยาก บอกว่า..ทายกกับทายักนี้อยู่คู่กัน พระก็ต้องเก็บเงินไว้เองบ้าง ถ้าไม่อย่างนั้นกลัวทายกไม่ซื่อตรง แต่ตรงกันข้ามครับ สำนักปฏิบัติที่พวกกระผมไปเปิดสาขาทั้งหมดสิบกว่าแห่งนี้ รวมทั้งสำนักของอาจารย์ด้วยก็ยี่สิบกว่าแห่ง ทายกมีแต่ผู้ให้ครับมีแต่คนซื่อ มีแต่คนศรัทธา ไม่มีคนจะไปกินไปโกงเงินวัดหรอกครับ มีแต่อยากจะทำบุญ อยากจะเสียสละ.
แหล่งข้อมูล vimokkha.com
อานิสงส์การบวชพระ-บวชชีพราหมณ์ ธรรมวิธีลดเคราะห์ บรรเทา "กรรม"
ธรรมวิถีลดเคราะห์บรรเทากรรม เสริมดวง สิริมงคลด้วยพลังบุญศักดิ์สิทธิ์
สิทธิการิยะ พระอาจาริยเจ้าได้ถ่ายทอดธรรมวิ๔เพื่อโปรดสัตว์ให้มีสุข พ้นทุกข์พอสรุปได้ความดังนี้
- เรื่องบุญเรื่องบาปกรรมกำหนดที่พุทธศาสนา กล่าวไว้เป็นเรื่องจริง เพราะถ้าไม่มีบุญไม่มีบาปแล้ว มนุษย์เราต้องเกิดมาเหมือนกันหมด แต่เพราะมีบุญมีบาป จึงเป็นเช่นนั้น มีดี, ชั่ว, สุข, ทุกข์, รวย, จน, มีโชค, มีเคราะห์ ฯลฯ
- ดังอธิบายในเบื้องต้นว่าสุข ทุกข์ เกิดจากบุญ บาป กรรมดี กรรมชั่ว ดังนั้นการที่จะหลีกพ้นจากทุกข์โทษเวรภัยเคราะห์ร้ายทั้งหลาย ก็ด้วยพลังของความดีที่ตนเองได้สร้างเป็นหลักแล้ว ยังสามารถพึ่งพระรัตนตรัย ตลอดจน เทวฤทธิ์ รวมพลังบุญศักดิ์เป็นแสงสว่างแก่ชีวิทเป็นย่อเกิดความปห่งความดีงามของตนและคนอื่น
- แก้ววิเศษ มี่ค่ามหาศาลประมาณค่ามิได้เป็นที่พึ่งได้จริง คือ พระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงให้ตั้งนะโม นมัสการบูชาพระ ถึงไตรสรณคมณ์ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สัฃฆัง สะระณัง คัจฉามิ หางศรัทธามั่งคงย่อมเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นแก้วสูงสุดในสามโลก
- ศีลรักษาให้มีกายวาจาเป็นปรกติ ศีลล่งผลให้เกิดในที่สุขติ เทวดารักษา ไม่ไปในทางเสื่อม บางท่านบอกว่าศีลรักษายาก แต่จริงๆแล้ว ทุกท่านสามารถรักษาได้ อย่างน้อยข้อไดข้อหนึ่งก็ยังดี บางท่านมีปัญญา ก่อนนอนรักษาศีล8 ตื่นนอนรักษาศีล5 อย่างน้อยก็มีกำไรเพราะตอนนอนย่อมรักษาศีลได้อย่างแน่นอน ช่วยชำระกิเลสให้เบาบางลง ปละเป็นบุญสำคัญที่จะรองรับความดีนังให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป
- ทานส่งผลให้มีทรัพย์ ทานมีหลายระดับแตกต่างกัน ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ พระอริยะเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระ พุทธเจ้า ย่อมมีอนิสงค์แตกต่างกันไปจนถึงสังฆทาน วิหารทาน ธรรมทาน และ จนถึงที่สุดคือ อภัยทาน ถ้าบำเพ็ญอยู่เสมอย่อมยังผลให้เกิดความคล่องตัว ทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆ คือ หาถาชนะอันสมควรตั้งในที่บูชา แล้วนำเงินไปใส่ไว้ในภาชนะนั้น สวดมนต์ใหว้พระ เจริญพระคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า สะสมไว้จนเต็มหรือมีโอกาศก็นำไปทำบุญ ทำทุกวันเห็นผลทั้งทางโลกและทางธรรม (พระคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระคาถาอื่นๆจะนำลงในเว็บภายหลัง)
- การเจริญภาวณาก็เป็นบุญกุศลมหาศาล เพราะสามารถปราบกิเลสได้หลายตัว ตั่งแต่เริ่มตั้งตาการสวดมนต์สามารถบำเพ็ญได้ครบทั้งกาย วาจา ใจ เช่น กายพนมมือ นอบน้อม ปากสวดมนต์สรรเสริญคุณพระ ใจระลึกถึงคุณพระ ผุ้ที่สวดด้วยความเคารพตั้งใจเลื่อมใส ยังให้มีบุญประมาณมิได้ ทั้งยังเกิดสวัสดิมงคล
- ผู้ที่ฆ่าสัตว์ใหญ่ ฆ่ามนุษย์ โดยเฉพาะทำแท้ง เป็นบาปก่อให้เกิดทุกข์อุปสรรคทั้งหลายในชีวิตนานา ประการ ให้ทำบุญด้วยพระพุทธรูปหน้าตัก 5 นิ้วขึ้นไป ผ้าขาว หรือไตรจีวรไร้อมอาหารถวายเป็นสังฆทาน อนิษฐานขอบุญพระพุทธเจ้า บุญศักดิ์สิทธิ์ นำพาดวงจิตไปวิมานบุญ ขออโหสิกรรมนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอให้มีความสุขด้วยพุทธบารมีธรรม (หรืออาจจะสร้างพระพุทธรูปหน้าตัก 5 นิ้ว อนิษฐานเป็นพระพุทธรูปบูชาอโหสิกรรมพิเศษของเราโดยเชิญดวงจิตของบุตรมาเป็นเทพรักษาประจำองค์พระ ทำการอัญเชิญด้วยการสวดพุทธคุณและพระคาถาต่างๆ ขอบุญพรพุทธเจ้าส่องนำทางขอให้อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน) หมั่นสวดมนต์แพร่เมตตามากๆเพื่อชำระให้จิตใจให้ใสสะอาด
- ผู้ที่เบียดเบียนฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต มีผลให้เกิดโรคถัยไข้เจ็บอายุสั้น ควรทำบุญด้วยการช่วยชีวิตสัตว์อนิษฐานแพร่เมตตาอโหสิกรรม ทำบุญด้วยยารักษาโรค หรือ ทำบุญกับโรงพยาบาลสงฆ์ หรือ ด้านการแพทย์ บำรุงพระเณรปฏิบัติ ผู้อาพาธ เจ็บป่วย
- ผู้ที่สมบัติฉิบหายด้วยเหตุต่างๆ จงทำใจอย่าเสียดายกับทรัพย์นั้นๆ ทำใจให้เป็นบุญมาแทนที่ให้ อนิษฐานสมบัติทั้งหลายที่สูญไปทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ขอพิจารณาบูชาแก่พระไตรลักษณะญาณ พระ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขอสมบัติทั้งหลายทั้งทางโลก ทางธรรมหลั่งไหลเข้ามาเป็นหมื่นเท่าทวีคูณ และควรให้ทานตามโอกาส
- บางท่านที่เป็นหนี้สงฆ์ หนี้สินทรัพย์ หนี้สิน หนี้เวรหนี้กรรม กับผู้หนึ่งผู้ได ทั้งชาติก่อน ชาตินี้ ให้อนิษฐานสร้างพระชำระหนี้ ถวายในพระศาสนา อาจจะเป็นพระพุทธรูปตั้งแต่ 5 นิ้วขึ้นไปจนถึง 4 ศอกหรือ มากกว่านั้น อนิษฐานชำระหนี้ และปิดทองคำแท้ที่องค์พระ ตั้งแต่ 3 แผ่นขึ้นไปหรือทั้งองค์ก็ยิ่งดี พร้อมปัจจัยศรัทธา เขียนหน้าซองถวายชำระหนี้สงฆ์ หนี้สินทรัพย์ หนี้สิน หนี้เวรหนี้กรรม ขอให้หมดหนี้มีสินด้วยพระพุทธรัตนไตร เป็นแก้ววิเศษประมาณมิได้
- ทุกข์เพราะความรัก เพราะเคยทำชั่วเรื่องความรักไว้ ให้ตั้งใจรักษาศีลถือบวชแล้วเจริญปัญญาให้มากๆ ความรักไม่ได้ทำให้ผู้ไดทุกข์ แต่ ทุกข์เพราะการยึดติด ไม่ปล่อยวางปรารถณาที่จะครอบครองจึงเป็นทุกข์ ดังนั้นจึงควรรู้จักให้รู้จักรักโดยไม่หวังผลตอบแทน และที่สำคัญจงรักตนเองให้มากๆ ทำชีวิตให้มีคุณค่าเพื่อตนเองและคนที่เรา
- ทุกข์เรื่องคู่ครอง ให้พิจรณาว่าอาจจะมีหนี้เวรหนี้กรรม ต้องชดใช้ ให้จุดเทียน 1 คู่ ธูป 5 ดอก ดอกไม้5สี (ถ้าเป็นดอกกุหลาบได้ก็ดี) อนิษฐานบูชาพระ หากแม้นมีหนี้เวรหนี้กรรม ขอให้อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน น้อมจิตระลึกถึงบุญกุศลทีเคยสร้างร่วมกันชักนำดวงจิตให้คิดดีต่อกัน แล้วแผ่เมตตาให้มากมาก ย่อมเกิดผลดี ตลอดทั้งให้พิจารณา สิ่งที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน อะไรควรไม่ควร แก้ไขตามเหตุผลไม่ใช้อารมณ์ ต้องแก้ด้วยสติปัญญา
- ผู้ถูกหลวงลวง เพราะเคยทำกรรมชั่วทางวาจา ให้ตั้งใจรักษาสัจจะในสิ่งที่ดีงามเรื่องไดเรื่องหนึ่งเช่นตั้งสัจจะว่าจะสวดมนต์ทุกวันก็ทำให้ได้ พูดแต่สิ่งที่ดีงาม
- ผู้สติไม่ดี อาจจะเพราะกรรมชั่วในสิ่งที่มึนเมา จึงให้งดของมึนเมาทั้งหลายเพื่อสร้างสติ อนิษฐานว่าจะดื่มใจจะสูบให้น้อยลงและเลิกละ หากทำได้ก็ชนะตัวเอง
- ผู้เลี้ยงลูกหลานไม่ได้ดีควรสั่งสมกตัญญูกตเวทิตาธรรม อธิษฐานขอพร พระแจกหนังสือธรรมะ เพื่อสั่งสอนคนให้เป็นคนดี ควรป้อนข้อมูลดีๆ ไม่ควรแช่งด่าลูกหลาน ถ้าใครแช่งด่าไว้มากมากควรสวดมนต์ ขอถอนคำแช่งด่า เปลี่ยนคำอธิษฐานในทางที่ผิดเป็นในทางที่ดี
- บางท่านที่อยู่อาศัยเป็นทุกข์ ก็ให้ตั้งขันน้ำที่หน้าพระเจริญพระพุทธมนต์ต่างๆ จุดเทียนทำน้ำมนต์ เวลาดับเทียนก็ขอให้ดับความทุกข์เร่าร้อนทั้งหลาย และแพร่เมตตาพรหมวิหาร อุทิศบุญกุศลให้กับระภูมิเจ้าที่ เทวดา สรรพชีวิตทั้งหลาย อนิษฐานขอน้ำพุทธบารมีไปประพรมให้ทั่วบริเวณบ้าน ขอบันดาลให้สิ่งที่ร้ายกลายเป็นดี
- บางท่านอายุถึงเบญจเพศดวงไม่ดี เนื่องจากสาเหตุไดๆก็ตามไม่ว่า ราหูเข้า พระเสาร์แทรง เราอาจจะทำพอธีบูชารับส่งรวมกันทุกพระองค์พร้อมกันทีเดียวก็ได้ โดยหาเทียนใหญ่พอประมาณ ปิดทองคำแท้ อนิษฐานเป็นเทียนเสริมดวงเสริมสิริมงคล ดวงชะตาชีวิต ให้แต่งดอกไม้ธูปเทียนภาวนา สวดอิติปิโสนพเคราะห์ เต็มสูตร บูชาเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาดวง ขอให้กลับร้ายกลายเป็นดี ที่ดีแล้วก็ให้ดียิ่งขึ้นไป อาจสวดมนต์พระคาถาต่างจนหมดเล่ม หรือ นั่งสมาธิต่อด้วยก็ยิ่งด
- กิจการค้าขายไม่ประสบสำเร็จ ให้พิจารณาแก้ไขตามเหตุอันสมควร หรือจะใช้วิธีช่วย คือ ธูปอนิษฐาน ให้เอาธูปที่ใช้ทั้งห่อมาทำพิธีสวดอิติปิโสนพเคราะห์และพระคาถาต่างๆ แล้วอนิษฐานขอให้เป็นธูปสารพัดดี เวลาใช้ให้จุดปักกลางแจ้งโดยใช้จำนวนตามกำลังวัน และสวดคาถาบูชาประจำวัน ตามด้วยพระคาถาอื่นๆขอในสิ่งที่ดีงาม ธูปนี้สามารถใช้บูชาพระสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้เป็นอย่างดี (ดูหัวข้อ ทานส่งผลให้มีทรัพย์ ประกอบ)
- บางท่านมีคนทักว่ามีองค์ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์รักษา ไปรับขันธ์รับพานมาปรากฏว่าไม่ดีขึ้น แย่ลงกว่าเดิม หรือถูกหลอกลวง ให้เสียเงินเสียทองอันนี้ให้พิจารณาให้ดี มีอีกวิธีหนึ่งให้จัดธูป 5 ดอก เทียน 5 เล่ม ดอกบัว 5 ดอก (ดอกอะไรก็ได้ที่หาได้) ตั้งขันธ์บูชาถึง พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาตน องค์ครูบาอาจารย์ทั้ง 108 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกองค์เป็นมิ่งเคารพ ให้ตั้งขันธ์ 5 นี้ในวันดี เช่น วันพฤหัสบดี โดยตั้งชุมนุมเทวดา สมาทานศีล สวดมนต์บูชา และแพร่เมตตา
- การกินมังสวิรัติ การงดเว้นเนื้อสัตว์นอกจากให้ใจเบากายเบา ย่อมช่วยปริมาณการฆ่าสัตว์ได้ ร่างกายสะอาด เทวดาย่อมรักษา ให้พิจารณาเป็นเพียงธาตุ แพร่เมตตา เพื่อไม่ให้เป็นเวรเป็นกรรมต่อกัน
- ก่อนนอนสวดมนต์ไหว้พระ ก่อนนอนอย่างสวดมนต์ภาวนา แพร่เมตตา จะยังผลให้จิตใจสบายให้นอนหลับสนิท
- ผู้ที่นอนผันร้าย แก้ด้วยพระคาถา ดังนี้ ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญ จะโยขามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตังพุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯฯ
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ให้เลือกใช้ตามโอกาส ย้อมสะเดาะเคราะห์ เสริมบารมี มงคลชีวิตได้ ทุกสิ่งในโลกเป็นอนิจจังทั้งหมด อย่ามองแต่ภายนอกให้มองภายในใจของเราบ้าง พระท่านว่าการให้ธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวง มีอานิสงค์สูงสุด การสร้างหนังสือธรรมทุก1ตัวอักษรเปรียบเสมือนการสร้างพระ 1องค์ ย่อมมีเทวดามารักษา กำจัดโรคเวรโรคกรรม บรรเทาหนี้กรรมได้ทำให้เจริญรุ่งเรื่อง อนิษฐานในทางชอบธรรม จะสำเร็จสมปราถณา
อานิสงส์การบวชพระ-บวชชีพราหมณ์
ภาพประกอบจาก: เนกขัมมะปฎิบัติ เดินจงกรม วัดสังฆทาน จังหวัด นนทบุรี
[บวชชั่วคราวเพื่อสร้างบุญ, อุทิศให้พ่อแม่-เจ้ากรรมนายเวร]
1. หน้าที่การงานจะเจริญรุ่งเรือง ได้ลาภ ยศ สรรเสริญตามปรารถนา
2. เจ้ากรรมนายเวรจะอโหสิกรรม หนี้กรรมในอดีตจะคลี่คลาย
3. สุขภาพแข็งแรง สติปัญญาแจ่มใส ปัญหาชีวิตคลี่คลาย
4. เป็นปัจจัยสู่พระนิพพานในภพต่อๆ ไป
5. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง โพยภัยอันตรายผ่อนหนักเป็นเบา
6. จิตใจสงบ ปล่อยวางได้ง่าย มองเห็นสัจธรรมแห่งชีวิต
7. เป็นที่รักที่เมตตามหานิยมของมวลมนุษย์มวลสัตว์และเหล่าเทวดา
8. ทำมาค้าขึ้น ไม่อับจน การเงินไม่ขาดสายไม่ขาดมือ
9. โรคภัยของตนเอง ของพ่อแม่ และของคนใกล้ชิดจะเบาบางและรักษาหาย
10. ตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ได้เต็มที่ สำหรับผู้ที่บวชไม่ได้เพราะติดภาระกิจต่างๆ ก็สามารถได้รับอานิสงส์เหล่านี้ได้ ด้วยการสร้างคนให้ได้บวชสนับสนุนส่งเสริมอาสาการให้คนได้บวช
http://www.dhammajak.net/kram/6.html
ข้อมูลการบวชชีพราหมน์ /เนกขัมมะ ถือศีล 8 ที่วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี
ภาพประกอบจาก: เนกขัมมะปฎิบัติ เดินจงกรม วัดสังฆทาน จังหวัด นนทบุรี
พอดีว่าเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีโอกาศได้ไปบวชเนกขัมมะ ถือศีล8 ที่วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรีมาค่ะ แต่กว่าจะหาสถาณที่ในการบวชได้ ก็ค่อนข้างที่จะใช้เวลาในการหาข้อมูลนาน เนื่องจากว่าตัวเองทำงานเป็นพนักงานบริษัท วันหยุดไม่ตายตัว วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี ถือว่าเป็นวัดที่สามารถตอบโจทย์ คนที่ต้องการปฎิบัติธรรม ของคนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี
ข้อมูลทั่วไปในการสมัครบวช
-เปิดรับสมัครบวชทุกวัน ไม่มีวันหยุด
-เจ้าหน้าที่พักเที่ยงเวลา 12.00-13.30 น.ควรมาเร็วกว่าเวลาที่เจ้าหน้าที่จะพัก หรือมาหลังเวลา 13.30 น. จะได้ไม่ต้องมานั่งรอนานมากค่ะ
-รับศีล 8 ได้ทุกวันเวลา 17.00 น. บนศาลา (ไม่ใช่ที่ลานปฎิบัติธรรม)
-สามารถบวชได้นานสุงสุดไม่เกิน 7 วัน
-สิ่งที่ต้องเตรียม ของใช้ส่วนตัว (ไม่ควรมีของหอม ครีม/โรลออน น้ำหอมต่างๆ ควรงดใช้ เนื่องจากผิดศีล8) มีสถาณที่ให้ซักผ้า / ตากผ้าได้ค่ะ
-ชุดบวชสามารถจัดหามาเองได้ ต้องเป็นชุดสีขาวทั้งหมด
1.1ผู้หญิงต้องนุ่งเป็นผ้าถุงเลยหัวเข่าลงมาจนถึงตาตุ่ม (ควรหากางเกงขาสั้นมาใส่ด้านในด้วยค่ะ) ห้ามใส่กางเกงขายาวแทนผ้าถุงเด็ดขาด / เสื้อต้องเป็นแขวยาวเลยข้อศอกลงมาเท่านั้น / ควรใส่เสื้อทับข้างในด้วยค่ะ / มีผ้าสไบ 1 ผืน
1.2ผู้ชายเป็นกางเกงขายาวเลยหัวเข่าลงมาจนถึงตาตุ่ม / เสื้อต้องเป็นแขวยาวเท่าข้อศอก
-หรือถ้าไม่สะดวกจัดหามาเอง ให้มาเช่าที่วัดได้ (ควรเช่า 2 ชุด) ชุดล่ะ 40 บาทพร้อมค่าซัก 20 บาท ถ้านำชุดมาเปลี่ยนคิดค่าบริการแค่ 10 บาทค่ะ (ไม่สามารถเลือกชุดเ่ก่า-ใหม่ได้ค่ะ) ถ้าจะซื้อชุดใหม่ที่วัดก็มีจำหน่ายนะค่ะ เข้าไปด้านในจะเป็นร้านลักษณะคล้ายร้านสหกรณ์ มีของจำหน่ายมากมาย ตั้งแต่เสื้อใน กางเกงในก็มีจำหน่ายนะค่ะ
-ควรมีกระบอกน้ำส่วนตัว 1 กระบอกติดตัวไว้ใส่น้ำปานะ (ทางวัดมีจัดไว้ให้พิจรณาได้ตลอดค่ะ) คำว่าพิจรณา ส่วนมากทางวัดใช้แทนคำว่า กิน หรือ ฉัน
- เอกสารที่ต้องเตรียมในการสมัคร มีดังนี้
1.1 สำเนาบัตรประชาชน
1.2 รูปถ่ายหน้าตรงประมาณ 1 นิ้ว 1 ใบ
-แต่ถ้าเราไม่สะดวกเตรียมไปเอง ให้เตรียมแค่บัตรประชาชน 1 ใบ เดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่ที่รับสมัครจะดำเนินการทั้งหมด (ถ่ายเอกสาร และถ่ายรูป) ให้เองโดยเราหยอดตู้เป็นค่าบริการประมาณ 12 บาทค่ะ(แนะนำให้เจ้าหน้าที่ทำให้น่าจะสะดวกว่าเตรียมมาเองค่ะ)
-เมื่อสมัครบวชแล้วให้นำกระเป๋ามาเก็บที่สถาณที่พักซึ่งจะเปิด-ปิดเป็นเวลา (ไม่แน่ใจว่ามีเวลาอะไรบ้าง แต่สามารถตรวจสอบได้จาก หน้าประตูศาลาที่เราจะพักได้ เค้าจะเขียนแจ้งไว้ค่ะ )มี 2 ที่ให้เลือกพักได้
1.1 ที่พักแรกเรียกว่าเรือนแพจะอยู่กลางน้ำ มีห้องน้ำที่อาบน้ำอยุ่ด้านใน มีสถาณที่ให้ซักผ้า / ตากผ้าได้ค่ะ
1.2 เรียกว่าศาลาธรรมะสว่างใจมีห้องน้ำที่อาบน้ำอยู่ด้านใน มีสถาณที่ให้ซักผ้า / ตากผ้าได้เช่นกันค่ะ
-ที่นี่พิจารณาอาหารทุกวัน วันล่ะ 1 มื้อค่ะ
หวังว่าข้อมูลที่แจ้งเบื้องต้นจะมีประโยชน์กับท่านที่ต้องการหาสถาณที่ในการปฎิบัติธรรม ถ้าหากมีข้อมูลสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการไปปฎิบัติธรรมที่ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี ลองสอบถามเข้ามานะค่ะ ที่peegoongz@hotmail.com ถ้ารู้จะแจ้งข้อมูลให้ทราบนะค่ะ
ที่พักเรือนแพ เนกขัมมะปฎิบัติ วัดสังฆทาน จังหวัด นนทบุรี
ศีล 8
ข้อ 1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการฆ่าสัตว์ ทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน)
ข้อ 2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการลักทรัพย์)
ข้อ 3. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากอสัทธรรม กรรมอันเป็นข้าศึกแห่งพหรมจรรย์)
ข้อ 4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการพูดเท็จ และฉ้อฉลหลอกลวง)
ข้อ 5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการดื่มสุราและเมรัย)
ข้อ 6. วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือตั้งแต่หลังเที่ยงจนรุ่งอรุณ)
ข้อ 7. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการฟ้อนรำขับร้องและการบรรเลง ตลอดจนถึงการดู การฟังสิ่งเหล่านั้น และเว้นจากการทัดทรงดอกไม้ การใช้ของหอมเครื่องประทินผิวหรือเครื่องสำอางค์ทุกชนิด)
ข้อ 8. อุจจาสะยะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการนอนที่นอนสูงใหญ่ และยัดนุ่นสำลีหรือของนุ่มอันมีลายวิจิตร)
แหล่งข้อมูล www.dhammathai.org
ชาวพุทธอาลัย สิ้น"หลวงพ่อสนอง"พระชื่อดังสายวิปัสสนากรรมฐาน วัดสังฆทาน สิริอายุ68ปี
นายบุญเลิศ โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. วันที่ 24 สิงหาคม ว่า พระอธิการสนอง กตปุญฺโญ หรือ หลวงพ่อสนอง เจ้าอาวาสวัดสังฆทาน อ.เมือง จ.นนทบุรี ได้มรณภาพลงอย่างสงบด้วยโรคไต ระหว่างกำลังจำพรรษาอยู่ที่ศูนย์ปฎิบัติธรรม กตปุญโญ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี สิริอายุรวม 68 ปี 4 เดือน 48 พรรษา ซึ่ งทางคณะศิษยานุศิษย์ได้เคลื่อนศพของพลวงพ่อสนองมาไว้ที่ศาลาทรงไทย วัดสังฆทาน เพื่อให้คณะศิษยานุศิษย์ได้สรงน้ำศพแล้ว ส่วนจะมีการตั้งศพไว้กี่วันนั้นทางวัดจะมีการหารือกับทางคณะลูกศิษย์อีกครั้ง เนื่องจากหลวงพ่อสนองมีลูกศิษย์จำนวนมาก จึงต้องมีการหารือเพื่อความชัดเจนก่อน
ทั้งนี้ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนนทบุรี ระบุว่า หลวงพ่อสนอง เป็นลูกศิษย์หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก แห่งวัดทุ่งสามัคคีธรรม จ.สุพรรณบุรี และยึดถือแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา สอนวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางของหลวงปู่สังวาลย์มาโดยตลอด และเป็นพระที่มีชื่อเสียง ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และด้านการวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้มีลูกศิษย์เลื่อมใสศรัทธาจำนวนมาก ส่วนในเรื่องการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น หลวงพ่อสนอง มีการเทศน์ผ่านรายการวิทยุ “รายการธรรมะสว่างใจ” ที่มีผู้ติดตามรับฟังเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมาหลวงพ่อสนองได้จัดตั้ง สถานีวิทยุสังฆทานธรรม เพื่อใช้เป็นสื่อในการสร้างปัญญาทางธรรม ทั้งภาคภาษาไทย ในคลื่น FM 89.25 Mhz. และภาคภาษาอังกฤษ ในคลื่น FM 89.75 Mhz. โดยปัจจุบัน สถานีวิทยุสังฆทานธรรม ยังได้ขยายเครือข่ายไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศด้วย
หลวงพ่อสนอง เกิดวันที่ 5 เม.ย. 2487 ที่ ต.หนองผักนาก อ.สามชุก จ. สุพรรณบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 8 คน อุปสมบท เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2507 ที่วัดดอนไร่ ต.หนองสะเดา อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2511 ในระหว่างที่หลวงพ่อสนอง ออกธุดงค์ในจ.นนทบุรี ก็ไปพบวัดสังฆทานซึ่งขณะนั้นเป็นวัดร้างขึ้นโดยบังเอิญและมีเพียงองค์หลวงพ่อโต(พระประธานในอุโบสถวัดสังฆทาน) กับฐานอิฐเก่าๆ เท่านั้น จึงเห็นว่าเป็นสถานที่สงบร่มรื่น เหมาะกับการปฏิบัติธรรม จากนั้นก็คิดสร้างวัดสังฆทานให้เป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาตามหลักธุดงคกรรมฐาน จึงตั้งใจที่จะบูรณะวัดนี้ขึ้น พร้อมทั้งสร้างอุโบสถแก้ว โดยแล้วเสร็จเมื่อปีพ.ศ.2521
ปัจจุบัน วัดสังฆทานมีลูกศิษย์ที่เลื่อมใสศรัทธาในแนวทางการสอนวิปัสสนากรรมฐานของหลวงพ่อสนองจำนวนมาก ทำให้มีสาขาของวัดสังฆทานอยู่ตามจังหวัดต่างๆ และในต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 45 วัด
แหล่งข้อมูล มติชนออนไลน์ |
หลวงพ่อสนองกับมรดกธรรมที่สร้างไว้ให้เป็นมรดกโลก
หลวงพ่อสนอง กตปุญโญกับ...มรดกธรรมที่สร้างไว้ให้เป็นมรดกโลก : เยือนถิ่นเรือนธรรม โดยพาบุญมา
"ท่านๆ ช่วยกันนะ มีอะไรให้ช่วยกัน"
ประโยคข้างต้นเป็นคำพูดของ หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ อดีตเจ้าอาวาสวัดสังฆทาน จ.นนทบุรี ที่มักพูดกับพระลูกวัดและคณะศรัทธาของลูกศิษย์ที่ไปช่วยงานวัดเสมอๆ ฟังดูแล้วเหมือนไม่มีอะไร แต่ใครเลยจะคิดว่าประโยคนี้จะกลายเป็นคำสั่งเสียสุดท้ายของ หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ สุดท้ายถึงลูกศิษย์ทุกท่านก่อนที่จะมรณภาพแล้ว ด้วยอาการสงบจากโรคไต เมื่อคืนวันที่ ๒๔สิงหาคม ๒๕๕๕ เวลาประมาณ ๒๑.๓๙ น. ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมกตปุญโญ ต.ปากน้ำ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี สิริอายุรวม ๖๘ ปี ๔ เดือน พรรษาที่ ๔๘ ทั้งนี้ โดยจะมีพิธีสวดพระอภิธรรม ๑๐๐ วัน ส่วนจะเก็บศพหรือเผาหรือไม่นั้น คณะศิษย์จะประชุมอีกอีกครั้งหนึ่งเมื่อผ่านไป ๑๐๐ วัน
หลวงพ่อสนอง เป็นผู้มีความจริงใจและจริงจังต่องานการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งสร้างคนและสร้างวัด โดยในปัจจุบันวัดสังฆทานได้แยกสาขาออกไปเพื่อเผยแผ่ธรรมะตามจังหวัดต่างๆ ถึงกว่า ๓๘ แห่ง และตามถ้ำต่างๆ รวมแล้วประมาณ ๔๑-๔๓ แห่งทั่วประเทศ และในต่างประเทศอีก ๑ สาขา คือ วัดสันติวงศาราม (เดิมชื่อ วัดสังฆทาน) เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ
ผลงานเพื่อพระศาสนาที่หลวงพ่อสนองได้ทำตลอดมานั้น นอกจากจะเป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่พุทธศาสนิกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศของท่าน ได้ดำเนินการไปในนามของ มูลนิธิพุทธอเนกประสงค์ วัดสังฆทาน โดยเฉพาะรายการวิทยุ “ธรรมะสว่างใจ” และ “ธรรมะก่อนนิทรา” ที่มีผู้ติดตามรับฟังเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่สาธุชนในเมืองหลวง ในชนบท จนกระทั่งชาวไทยภูเขาที่อาศัยอยู่บนดอย ซึ่งต่อมาท่านได้จัดตั้ง สถานีวิทยุสังฆทานธรรม เพื่อใช้เป็นสื่อในการสร้างสติปัญญาทางธรรมให้กับสาธุชนทั่วไป ให้ได้รับฟังธรรมะตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยมีทั้งภาคภาษาไทย คลื่น FM ๘๙.๒๕ Mhz. และภาคภาษาอังกฤษ คลื่น FM ๘๙.๗๕ Mhz. ปัจจุบันสถานีวิทยุสังฆทานธรรมยังได้ขยายเครือข่ายไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ
นอกจากนี้แล้ว ท่านยังได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพุทธภูมิ SBBTV999 วัดสังฆทาน ทั้งในระบบดาวเทียวและระบบโทรทัศน์ออนไลน์ เพื่อใช้เป็นสื่อในการเผยแผ่ธรรมอีกทางหนึ่งไปทั่วโลก โดยระบบโทรทัศน์ออนไลน์ สามารถรับชมผ่านทางhttp://sbbtv999.multiply.com/journal
ผลงานด้านอื่นๆ ของท่านยังมีอีกนานัปการ เช่น จัดทำวารสารรายสัปดาห์ชื่อว่า “สังฆทานนิวส์” ซึ่งเนื้อหาประกอบด้วยสารพันความรู้ สอดแทรกหลักธรรมะให้กับผู้อ่านด้วย รวมถึงการประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของวัด นอกจากวารสารรายสัปดาห์แล้ว ท่านก็ยังรวบรวมหนังสือ-ซีดีเผยแผ่พระธรรมหลักคำสอนของครูบาอาจารย์ต่างๆ อีกด้วย ทั้งนี้ ในปัจจุบันท่านยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่ประเทศไทยและชาวโลกต่อไป
นอกจากงานด้านพระพุทธศาสนาแล้ว ท่านยังมีเมตตาธรรมสงเคราะห์พระภิกษุ-สามเณร แม่ชี และฆราวาส ผู้ที่ได้รับทุกขเวทนาทางร่างกาย มีปัญหาด้านสุขภาพ และผู้ด้อยโอกาส โดยการจัดสร้าง โรงพยาบาลแพทย์แผนไทย เพื่อรักษาผู้ป่วยด้วยการแพทย์วิถีไทยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งยังสนับสนุนและส่งเสริมให้อุบาสก อุบาสิกา สาธุชนทั่วไป ได้ใช้วัดเป็นสถานที่เพื่อประโยชน์ในการศึกษาธรรม ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม และให้โอกาสทุกท่านที่สนใจบวชเนกขัมมะที่วัดสังฆทานได้ทุกวัน และมีการปฏิบัติธรรมตลอดรุ่งทุกวันเสาร์และวันพระ โดยจะมีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผลัดเปลี่ยนกันมาสอนปฏิบัติธรรมกรรมฐานกระทั่งจนถึงเวลาทำวัตรเช้า
ธรรมะของหลวงพ่อสนองนั้น มีหลากหลาย ในเรื่องการปฏิบัติธรรมนั้น ท่านได้เขียนไว้ในหนังสือ"เรือนกายเรือนใจ" ว่า “น้ำ” นี้มันไม่เคยง้อใครเลย ใครจะกินหรือไม่กิน จะอาบหรือไม่อาบ มันไม่เคนเรียกไม่เคยเชิญใครเลย หรือว่าใครจะนำมันไปล้างกระโถน ชักผ้าขี้ผ้าเยี่ยว มันก็ไม่เคยบ่น “ธรรม” ก็เหมือนกัน มันมีอยู่ตัวเรา ใครจะประพฤติปฏิบัติ ธรรมก็ไม่เคยเชิญใครไม่เคยง้อใคร ใครอยากพ้นทุกข์ อยากได้มรรคผลก็พยายามประพฤติปฏิบัติเองเถอะ
แม้ว่าวันนี้จะสิ้นหลวงพ่อสนองแต่ที่การปฏิบัติของวัดแห่งนี้ยังดำเนินไอย่างปกติ ยังมีการรับสมัครบวชเนกขัมมะทุกวัน สอบถามข้อมูลได้ที่วัดสังฆทาน โทร.๐-๒๔๙๖-๑๒๔๐- ๒
แหล่งข้อมูล คมชัดลึก
ประโยคข้างต้นเป็นคำพูดของ หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ อดีตเจ้าอาวาสวัดสังฆทาน จ.นนทบุรี ที่มักพูดกับพระลูกวัดและคณะศรัทธาของลูกศิษย์ที่ไปช่วยงานวัดเสมอๆ ฟังดูแล้วเหมือนไม่มีอะไร แต่ใครเลยจะคิดว่าประโยคนี้จะกลายเป็นคำสั่งเสียสุดท้ายของ หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ สุดท้ายถึงลูกศิษย์ทุกท่านก่อนที่จะมรณภาพแล้ว ด้วยอาการสงบจากโรคไต เมื่อคืนวันที่ ๒๔สิงหาคม ๒๕๕๕ เวลาประมาณ ๒๑.๓๙ น. ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมกตปุญโญ ต.ปากน้ำ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี สิริอายุรวม ๖๘ ปี ๔ เดือน พรรษาที่ ๔๘ ทั้งนี้ โดยจะมีพิธีสวดพระอภิธรรม ๑๐๐ วัน ส่วนจะเก็บศพหรือเผาหรือไม่นั้น คณะศิษย์จะประชุมอีกอีกครั้งหนึ่งเมื่อผ่านไป ๑๐๐ วัน
หลวงพ่อสนอง เป็นผู้มีความจริงใจและจริงจังต่องานการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งสร้างคนและสร้างวัด โดยในปัจจุบันวัดสังฆทานได้แยกสาขาออกไปเพื่อเผยแผ่ธรรมะตามจังหวัดต่างๆ ถึงกว่า ๓๘ แห่ง และตามถ้ำต่างๆ รวมแล้วประมาณ ๔๑-๔๓ แห่งทั่วประเทศ และในต่างประเทศอีก ๑ สาขา คือ วัดสันติวงศาราม (เดิมชื่อ วัดสังฆทาน) เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ
ผลงานเพื่อพระศาสนาที่หลวงพ่อสนองได้ทำตลอดมานั้น นอกจากจะเป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่พุทธศาสนิกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศของท่าน ได้ดำเนินการไปในนามของ มูลนิธิพุทธอเนกประสงค์ วัดสังฆทาน โดยเฉพาะรายการวิทยุ “ธรรมะสว่างใจ” และ “ธรรมะก่อนนิทรา” ที่มีผู้ติดตามรับฟังเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่สาธุชนในเมืองหลวง ในชนบท จนกระทั่งชาวไทยภูเขาที่อาศัยอยู่บนดอย ซึ่งต่อมาท่านได้จัดตั้ง สถานีวิทยุสังฆทานธรรม เพื่อใช้เป็นสื่อในการสร้างสติปัญญาทางธรรมให้กับสาธุชนทั่วไป ให้ได้รับฟังธรรมะตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยมีทั้งภาคภาษาไทย คลื่น FM ๘๙.๒๕ Mhz. และภาคภาษาอังกฤษ คลื่น FM ๘๙.๗๕ Mhz. ปัจจุบันสถานีวิทยุสังฆทานธรรมยังได้ขยายเครือข่ายไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ
นอกจากนี้แล้ว ท่านยังได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพุทธภูมิ SBBTV999 วัดสังฆทาน ทั้งในระบบดาวเทียวและระบบโทรทัศน์ออนไลน์ เพื่อใช้เป็นสื่อในการเผยแผ่ธรรมอีกทางหนึ่งไปทั่วโลก โดยระบบโทรทัศน์ออนไลน์ สามารถรับชมผ่านทางhttp://sbbtv999.multiply.com/journal
ผลงานด้านอื่นๆ ของท่านยังมีอีกนานัปการ เช่น จัดทำวารสารรายสัปดาห์ชื่อว่า “สังฆทานนิวส์” ซึ่งเนื้อหาประกอบด้วยสารพันความรู้ สอดแทรกหลักธรรมะให้กับผู้อ่านด้วย รวมถึงการประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของวัด นอกจากวารสารรายสัปดาห์แล้ว ท่านก็ยังรวบรวมหนังสือ-ซีดีเผยแผ่พระธรรมหลักคำสอนของครูบาอาจารย์ต่างๆ อีกด้วย ทั้งนี้ ในปัจจุบันท่านยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่ประเทศไทยและชาวโลกต่อไป
นอกจากงานด้านพระพุทธศาสนาแล้ว ท่านยังมีเมตตาธรรมสงเคราะห์พระภิกษุ-สามเณร แม่ชี และฆราวาส ผู้ที่ได้รับทุกขเวทนาทางร่างกาย มีปัญหาด้านสุขภาพ และผู้ด้อยโอกาส โดยการจัดสร้าง โรงพยาบาลแพทย์แผนไทย เพื่อรักษาผู้ป่วยด้วยการแพทย์วิถีไทยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งยังสนับสนุนและส่งเสริมให้อุบาสก อุบาสิกา สาธุชนทั่วไป ได้ใช้วัดเป็นสถานที่เพื่อประโยชน์ในการศึกษาธรรม ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม และให้โอกาสทุกท่านที่สนใจบวชเนกขัมมะที่วัดสังฆทานได้ทุกวัน และมีการปฏิบัติธรรมตลอดรุ่งทุกวันเสาร์และวันพระ โดยจะมีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผลัดเปลี่ยนกันมาสอนปฏิบัติธรรมกรรมฐานกระทั่งจนถึงเวลาทำวัตรเช้า
ธรรมะของหลวงพ่อสนองนั้น มีหลากหลาย ในเรื่องการปฏิบัติธรรมนั้น ท่านได้เขียนไว้ในหนังสือ"เรือนกายเรือนใจ" ว่า “น้ำ” นี้มันไม่เคยง้อใครเลย ใครจะกินหรือไม่กิน จะอาบหรือไม่อาบ มันไม่เคนเรียกไม่เคยเชิญใครเลย หรือว่าใครจะนำมันไปล้างกระโถน ชักผ้าขี้ผ้าเยี่ยว มันก็ไม่เคยบ่น “ธรรม” ก็เหมือนกัน มันมีอยู่ตัวเรา ใครจะประพฤติปฏิบัติ ธรรมก็ไม่เคยเชิญใครไม่เคยง้อใคร ใครอยากพ้นทุกข์ อยากได้มรรคผลก็พยายามประพฤติปฏิบัติเองเถอะ
แม้ว่าวันนี้จะสิ้นหลวงพ่อสนองแต่ที่การปฏิบัติของวัดแห่งนี้ยังดำเนินไอย่างปกติ ยังมีการรับสมัครบวชเนกขัมมะทุกวัน สอบถามข้อมูลได้ที่วัดสังฆทาน โทร.๐-๒๔๙๖-๑๒๔๐- ๒
แหล่งข้อมูล คมชัดลึก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











.jpg)








.jpg)