ชาวพุทธอาลัย สิ้น"หลวงพ่อสนอง"พระชื่อดังสายวิปัสสนากรรมฐาน วัดสังฆทาน สิริอายุ68ปี


นายบุญเลิศ โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 22.00  น.  วันที่ 24 สิงหาคม  ว่า พระอธิการสนอง กตปุญฺโญ หรือ หลวงพ่อสนอง เจ้าอาวาสวัดสังฆทาน อ.เมือง จ.นนทบุรี ได้มรณภาพลงอย่างสงบด้วยโรคไต  ระหว่างกำลังจำพรรษาอยู่ที่ศูนย์ปฎิบัติธรรม กตปุญโญ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี สิริอายุรวม 68 ปี 4 เดือน 48 พรรษา ซึ่ งทางคณะศิษยานุศิษย์ได้เคลื่อนศพของพลวงพ่อสนองมาไว้ที่ศาลาทรงไทย วัดสังฆทาน เพื่อให้คณะศิษยานุศิษย์ได้สรงน้ำศพแล้ว ส่วนจะมีการตั้งศพไว้กี่วันนั้นทางวัดจะมีการหารือกับทางคณะลูกศิษย์อีกครั้ง เนื่องจากหลวงพ่อสนองมีลูกศิษย์จำนวนมาก จึงต้องมีการหารือเพื่อความชัดเจนก่อน

ทั้งนี้ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนนทบุรี  ระบุว่า หลวงพ่อสนอง เป็นลูกศิษย์หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก แห่งวัดทุ่งสามัคคีธรรม จ.สุพรรณบุรี และยึดถือแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา สอนวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางของหลวงปู่สังวาลย์มาโดยตลอด และเป็นพระที่มีชื่อเสียง ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และด้านการวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้มีลูกศิษย์เลื่อมใสศรัทธาจำนวนมาก  ส่วนในเรื่องการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น หลวงพ่อสนอง มีการเทศน์ผ่านรายการวิทยุ “รายการธรรมะสว่างใจ” ที่มีผู้ติดตามรับฟังเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมาหลวงพ่อสนองได้จัดตั้ง สถานีวิทยุสังฆทานธรรม เพื่อใช้เป็นสื่อในการสร้างปัญญาทางธรรม ทั้งภาคภาษาไทย ในคลื่น FM 89.25 Mhz. และภาคภาษาอังกฤษ ในคลื่น FM 89.75 Mhz. โดยปัจจุบัน สถานีวิทยุสังฆทานธรรม ยังได้ขยายเครือข่ายไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศด้วย



หลวงพ่อสนอง เกิดวันที่ 5 เม.ย. 2487 ที่ ต.หนองผักนาก อ.สามชุก จ. สุพรรณบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 8 คน อุปสมบท เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2507 ที่วัดดอนไร่ ต.หนองสะเดา อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ต่อมาเมื่อปี  พ.ศ. 2511 ในระหว่างที่หลวงพ่อสนอง ออกธุดงค์ในจ.นนทบุรี ก็ไปพบวัดสังฆทานซึ่งขณะนั้นเป็นวัดร้างขึ้นโดยบังเอิญและมีเพียงองค์หลวงพ่อโต(พระประธานในอุโบสถวัดสังฆทาน) กับฐานอิฐเก่าๆ เท่านั้น  จึงเห็นว่าเป็นสถานที่สงบร่มรื่น เหมาะกับการปฏิบัติธรรม  จากนั้นก็คิดสร้างวัดสังฆทานให้เป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาตามหลักธุดงคกรรมฐาน จึงตั้งใจที่จะบูรณะวัดนี้ขึ้น พร้อมทั้งสร้างอุโบสถแก้ว โดยแล้วเสร็จเมื่อปีพ.ศ.2521

ปัจจุบัน วัดสังฆทานมีลูกศิษย์ที่เลื่อมใสศรัทธาในแนวทางการสอนวิปัสสนากรรมฐานของหลวงพ่อสนองจำนวนมาก ทำให้มีสาขาของวัดสังฆทานอยู่ตามจังหวัดต่างๆ และในต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 45 วัด

แหล่งข้อมูล มติชนออนไลน์

หลวงพ่อสนองกับมรดกธรรมที่สร้างไว้ให้เป็นมรดกโลก

                      ภาพจากอินเทอร์เน็ต

หลวงพ่อสนอง กตปุญโญกับ...มรดกธรรมที่สร้างไว้ให้เป็นมรดกโลก : เยือนถิ่นเรือนธรรม โดยพาบุญมา


              "ท่านๆ ช่วยกันนะ มีอะไรให้ช่วยกัน"

              ประโยคข้างต้นเป็นคำพูดของ หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ อดีตเจ้าอาวาสวัดสังฆทาน จ.นนทบุรี ที่มักพูดกับพระลูกวัดและคณะศรัทธาของลูกศิษย์ที่ไปช่วยงานวัดเสมอๆ ฟังดูแล้วเหมือนไม่มีอะไร แต่ใครเลยจะคิดว่าประโยคนี้จะกลายเป็นคำสั่งเสียสุดท้ายของ หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ สุดท้ายถึงลูกศิษย์ทุกท่านก่อนที่จะมรณภาพแล้ว ด้วยอาการสงบจากโรคไต เมื่อคืนวันที่ ๒๔สิงหาคม ๒๕๕๕ เวลาประมาณ ๒๑.๓๙ น. ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมกตปุญโญ ต.ปากน้ำ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี  สิริอายุรวม ๖๘ ปี ๔ เดือน พรรษาที่ ๔๘ ทั้งนี้ โดยจะมีพิธีสวดพระอภิธรรม ๑๐๐ วัน ส่วนจะเก็บศพหรือเผาหรือไม่นั้น คณะศิษย์จะประชุมอีกอีกครั้งหนึ่งเมื่อผ่านไป ๑๐๐ วัน

              หลวงพ่อสนอง เป็นผู้มีความจริงใจและจริงจังต่องานการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งสร้างคนและสร้างวัด โดยในปัจจุบันวัดสังฆทานได้แยกสาขาออกไปเพื่อเผยแผ่ธรรมะตามจังหวัดต่างๆ ถึงกว่า ๓๘ แห่ง และตามถ้ำต่างๆ รวมแล้วประมาณ ๔๑-๔๓ แห่งทั่วประเทศ และในต่างประเทศอีก ๑ สาขา คือ วัดสันติวงศาราม (เดิมชื่อ วัดสังฆทาน) เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ

              ผลงานเพื่อพระศาสนาที่หลวงพ่อสนองได้ทำตลอดมานั้น นอกจากจะเป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่พุทธศาสนิกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศของท่าน ได้ดำเนินการไปในนามของ มูลนิธิพุทธอเนกประสงค์ วัดสังฆทาน โดยเฉพาะรายการวิทยุ “ธรรมะสว่างใจ” และ “ธรรมะก่อนนิทรา” ที่มีผู้ติดตามรับฟังเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่สาธุชนในเมืองหลวง ในชนบท จนกระทั่งชาวไทยภูเขาที่อาศัยอยู่บนดอย ซึ่งต่อมาท่านได้จัดตั้ง สถานีวิทยุสังฆทานธรรม เพื่อใช้เป็นสื่อในการสร้างสติปัญญาทางธรรมให้กับสาธุชนทั่วไป ให้ได้รับฟังธรรมะตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยมีทั้งภาคภาษาไทย คลื่น FM ๘๙.๒๕ Mhz. และภาคภาษาอังกฤษ คลื่น FM ๘๙.๗๕ Mhz. ปัจจุบันสถานีวิทยุสังฆทานธรรมยังได้ขยายเครือข่ายไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

              นอกจากนี้แล้ว ท่านยังได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพุทธภูมิ SBBTV999 วัดสังฆทาน ทั้งในระบบดาวเทียวและระบบโทรทัศน์ออนไลน์ เพื่อใช้เป็นสื่อในการเผยแผ่ธรรมอีกทางหนึ่งไปทั่วโลก โดยระบบโทรทัศน์ออนไลน์ สามารถรับชมผ่านทางhttp://sbbtv999.multiply.com/journal

              ผลงานด้านอื่นๆ ของท่านยังมีอีกนานัปการ เช่น จัดทำวารสารรายสัปดาห์ชื่อว่า “สังฆทานนิวส์” ซึ่งเนื้อหาประกอบด้วยสารพันความรู้ สอดแทรกหลักธรรมะให้กับผู้อ่านด้วย รวมถึงการประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของวัด นอกจากวารสารรายสัปดาห์แล้ว ท่านก็ยังรวบรวมหนังสือ-ซีดีเผยแผ่พระธรรมหลักคำสอนของครูบาอาจารย์ต่างๆ อีกด้วย ทั้งนี้ ในปัจจุบันท่านยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่ประเทศไทยและชาวโลกต่อไป

              นอกจากงานด้านพระพุทธศาสนาแล้ว ท่านยังมีเมตตาธรรมสงเคราะห์พระภิกษุ-สามเณร แม่ชี และฆราวาส ผู้ที่ได้รับทุกขเวทนาทางร่างกาย มีปัญหาด้านสุขภาพ และผู้ด้อยโอกาส โดยการจัดสร้าง โรงพยาบาลแพทย์แผนไทย เพื่อรักษาผู้ป่วยด้วยการแพทย์วิถีไทยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งยังสนับสนุนและส่งเสริมให้อุบาสก อุบาสิกา สาธุชนทั่วไป ได้ใช้วัดเป็นสถานที่เพื่อประโยชน์ในการศึกษาธรรม ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม และให้โอกาสทุกท่านที่สนใจบวชเนกขัมมะที่วัดสังฆทานได้ทุกวัน และมีการปฏิบัติธรรมตลอดรุ่งทุกวันเสาร์และวันพระ โดยจะมีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผลัดเปลี่ยนกันมาสอนปฏิบัติธรรมกรรมฐานกระทั่งจนถึงเวลาทำวัตรเช้า

              ธรรมะของหลวงพ่อสนองนั้น มีหลากหลาย ในเรื่องการปฏิบัติธรรมนั้น ท่านได้เขียนไว้ในหนังสือ"เรือนกายเรือนใจ" ว่า “น้ำ” นี้มันไม่เคยง้อใครเลย ใครจะกินหรือไม่กิน จะอาบหรือไม่อาบ มันไม่เคนเรียกไม่เคยเชิญใครเลย หรือว่าใครจะนำมันไปล้างกระโถน ชักผ้าขี้ผ้าเยี่ยว มันก็ไม่เคยบ่น “ธรรม” ก็เหมือนกัน มันมีอยู่ตัวเรา ใครจะประพฤติปฏิบัติ ธรรมก็ไม่เคยเชิญใครไม่เคยง้อใคร ใครอยากพ้นทุกข์ อยากได้มรรคผลก็พยายามประพฤติปฏิบัติเองเถอะ

              แม้ว่าวันนี้จะสิ้นหลวงพ่อสนองแต่ที่การปฏิบัติของวัดแห่งนี้ยังดำเนินไอย่างปกติ ยังมีการรับสมัครบวชเนกขัมมะทุกวัน สอบถามข้อมูลได้ที่วัดสังฆทาน โทร.๐-๒๔๙๖-๑๒๔๐- ๒

แหล่งข้อมูล คมชัดลึก

การทูตแบบ"ทวิตเตอร์": นโยบายตปท.ที่จัดการได้ใน"140 ตัวอักษร"

โลกของนักการทูต เป็นโลกที่เต็มไปด้วยพิธีการและการพิจารณาสิ่งต่างๆอย่างถี่ถ้วน แต่กระนั้นก็ยังพบว่าในปัจจุบัน นักการทูตและเจ้าหน้าที่ ที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายด้านต่างประเทศจำนวนมาก เริ่มหันมาใช้การทำงานแบบใหม่และเท่าทันโลกยุคปัจจุบัน นั่นก็คือ"ทวิตเตอร์"




ในเช้าวันที่นายรัทโก มลาดิก ขึ้นศาลอาชญากรสงครามของยูเอ็น นายวิลเลียม เฮก รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ได้ใช้ทวิตเตอร์เพื่อแสดงการกล่าวโจมตีทางการทูต โดยระบุถึงผู้นำซีเรีย "ผู้นำซีเรียควรสะท้อนภาพของการขึ้นศาลของนายมลาดิกวันนี้ ว่าความยุติธรรมมีจริง"

ขณะที่นายคาร์ล บิลดท์ รัฐมนตรีต่างประเทศสวีเดน ก็มีความคล่องแคล่วในการใช้สื่อทางการทูตใหม่ชนิดนี้เช่นกัน โดยในระหว่างที่รัฐบาลบาห์เรนใช้กำลังในการสลายการชุมนุมของผู้ประท้วง เขาได้ใช้พื้นที่ในทวิตเตอร์ เพื่อกล่าวตำหนิรัฐบาลบาห์เรน "@khalidalkhalifa (นายคาลิด อัล คาลิฟา รัฐมนตรีต่างประเทศบาห์เรน)  ผมพยายามติดต่อกับคุณเพราะมีเรื่องอยากคุยด้วย"

ด้วยการถูกจำกัดตัวอักษรไว้ที่ 140 ตัว ดูเหมือนแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ทวิตเตอร์จะช่วยเยียวยาประเด็นความแตกต่างทางการเมือง  แต่ด้วยรูปแบบที่ทำให้การเขียนข้อความถูกทำให้สั้นและกระชับลง พร้อมด้วยแฮชแท็ก หรือป้ายกำกับข้อความ รวมถึงสัญลักษณ์แทน ก็สามารถทำให้ข้อความนั้นมีพลังขึ้นมาได้

รัฐบาลในหลายประเทศ เริ่มใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นหนึ่งในเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสาร ให้คำปรึกษา ประกาศนโยบาย ประกาศคำเตือน รวมถึงการเข้าถึงและสื่อสารกับประชาชนในวงกว้าง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาบางประการ

แน่นอนว่าหน่วยงานที่ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้สื่อสมัยใหม่ก็คือกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีการว่าจ้างเจ้าหน้าที่ที่ทำงานกับสื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะถึง 150 คน ที่ทำงานในหน่วยงานย่อยของกระทรวงกว่า 25 แห่ง  ทั้งในยูทูบ เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์  ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงรายอื่นๆได้รับการกระตุ้นให้เปิดช่องทางการสื่อสารของตนเอง




ในการฝึกอบรมครั้งล่าสุดที่สำนักงานใหญ่ในเขตฟ็อกกี้ บ็อตทอม ของกรุงวอชิงตัน ดีซี ห้องเรียนเต็มไปด้วยนักการทูตที่ต้องมาเรียนรู้เทคนิกการใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยมีนักศึกษาฝึกงานที่มีอายุ 20 ต้นๆเป็นผู้ฝึกสอน คำแนะนำก็คือ"เดินหน้า อย่าท้อถอย" นับตั้งแต่นั้น ก็มีนักการทูตสหรัฐฯที่ผ่านหลักสูตรดังกล่าวแล้วกว่า 900 คน และใช้สื่ออนไลน์ดังกล่าวในฐานะงานด้านการทูตประจำวัน

สื่อสังคมออนไลน์ยังทำหน้าที่เป็นเสมือนสัญญาณเตือนล่วงหน้าของการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคม  อีกทั้งยังเป็นช่องการเสนอความคิดเห็น และการรับฟังความคิดเห็นได้อย่างดี และยังหมายถึงข่าวสารหรือข้อมูลที่ถูกเสนอออกไปอย่างผิดๆ ก็สามารถถูกลบหรือแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ จัดทำสารานุกรมออนไลน์ในรูปแบบเดียวกับวิกิพีเดีย โดยใช้ชื่อว่า "ดิโพลพิเดีย" (Diplopedia) ซึ่งมีหัวข้อต่างๆมากกว่า 14,000 เรื่อง เพื่อกระตุ้นให้มีการสืบค้นข้อมูลออนไลน์  และยังมีการจัดทำสื่อสังคมออนไลน์ในรูปแบบเดียวกับเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อว่า "คอร์ริดอร์" (Corridor) ซึ่งมีสมาชิกแล้วกว่า 6,500 คน



 
นอกจากนั้น กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ยังใช้รูปแบบของ "Crowdsourcing" ซึ่งก็คือการนำงานที่ปกติอาจจะทำโดยคนไม่กี่คนไปให้กับกลุ่มคนทำแทน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งมีการตั้งคำถามทางออนไลน์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ระดมสมองหาทางลดค่าใช้จ่าย นักการทูตจากจีนรายหนึ่ง ซึ่งสงสัยว่า ไฟฟ้าของสถานทูตถูกประชาชนที่ใกล้เคียงต่อสายไฟขโมยไปใช้ ทำให้มีการติดตั้งมิเตอร์ นอกจากจะพบว่ามีการขโมยไปใช้จริงแล้ว แต่ยังพบว่าการไฟฟ้าคิดค่าไฟเกินจริง  ทำให้ช่วยประหยัดเงินไปได้หลายหมื่นดอลลาร์

เฟอร์กัส แฮนสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการทูตจากสถาบันเลวี นครซิดนีย์ กล่าวว่า สหรัฐฯมองว่าเสรีภาพในอินเตอร์เน็ตถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดอันหนึ่งในศตวรรษ  การต่อสู้ระหว่างสื่อเปิดและสื่อปิด มีความคล้ายคลึงกับการต่อสู้ระหว่างแนวคิดทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น

สหรัฐฯนอกจากจะวิพากษ์วิจารณ์จีนแล้ว ยังแสดงการคัดค้านต่อแผนของออสเตรเลียในการใช้การกลั่นกรองเนื้อหาทางอินเตอร์เน็ต  และไม่พอใจเมื่อนายกฯเดวิด คาเมรอน แสดงความเห็นว่าควรมีการปิดสื่อออนไลน์ระหว่างสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่นเดียวกับเหตุจราจลในลอนดอนเมื่อปีที่แล้ว

โดยนับตั้งแต่เขาจัดพิมพ์ผลการศึกษาชิ้นสำคัญ ที่ว่าด้วยการทูตอิเล็กทรอนิกส์เมื่อเดือนมีนาคม เขาได้รับการติดต่อจากหลายประเทศ  อาทิ จีน และรัสเซีย  ขณะที่ประเทศเล็กๆ อย่างไอร์แลนด์หรือนิวซีแลนด์ ต่างกำลังพัฒนาศักยภาพของการทูตอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนหนึ่งก็เพราะมีราคาถูกและสามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีความห่างไกลในทางภูมิศาสตร์ได้




ด้านกระทรวงต่างประเทศและเครือจักรภพอังกฤษ การสื่อสารด้วยสื่อสมัยใหม่ เท่ากับเป็นการลบล้างภาพที่มักถูกคนภายนอกมองว่าอนุรักษ์นิยมและล้าสมัย

นายพอล แมดเดน ข้าหลวงใหญ่ของกระทรวงฯในกรุงแคนเบอร์ราของออสเตรเลีย เขียนในบล็อกส่วนตัว เขาเพิ่งเห็นสก็อตแลนด์ชนะรักบี้แมตช์แรกในแผ่นดินออสเตรเลียเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี  ขณะที่นายปีเตอร์ มิลเล็ตต์ ทูตประจำซีเรีย กล่าวในบล็อกส่วนตัวถึงสถานการณ์บริเวณพรมแดนซีเรียว่า เขาเห็นชายคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก หลังจากข้ามพรมแดนจากซีเรีย ตาของเขาเปิดกว้าง และบอกว่าเขาเห็นน้องสาวและลูกๆทั้ง 7 คนถูกสังหารโดยรัฐบาล

ด้านนายบ็อบ คาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลียคนใหม่ มักใช้ทวิตเตอร์ ซึ่งมีผู้ติดตามอยู่มากกว่า 16,000 คน เพื่อแจ้งว่าเขารับประทานเมนูอะไรเป็นอาหารเย็น โดยล่าสุดเป็นเมนูเนื้อสันในจิงโจ้ วางโปะอยู่บนมะเขือเทศสดๆ  พร้อมทั้งขิง พืชสมุนไพร หัวเฟนเนล ซึ่งเขาบอกว่าเป็นเมนูที่ยอดเยี่ยมที่สุด นอกจากนั้น นายคาร์ยังมักเขียนบทวิจารณ์หนังและหนังสือลงในบล็อกส่วนตัว

ส่วนนายเควิน รัดด์ รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลียคนก่อน มักใช้ทวิตเตอร์เพื่อเล่าถึงอาการแจสเปอร์ ของแมวของเขา  ขณะที่กระทรวงการค้าและต่างประเทศ ไม่สนใจในการใช้ช่องทางดังกล่าวมากนัก และมีการทวีตเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

แต่แน่นอนว่าการทูตอิเล็คทรอนิกส์ ย่อมนำมามาซึ่งความยุ่งยาก เพราะแม้แต่ผู้ช่ำชองอย่างนายคาร์ล บิลดท์ รัฐมนตรีต่างประเทศสวีเดน ก็เคยมีปัญหาเช่นกัน โดยช่วงก่อนหน้าการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิกส์ ฟอรัม ที่เมืองดาวอส ในปีนี้ เขาได้สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อสิ่งที่หลายคนคิดว่าเป็นสารที่แสดงถึงความไม่รู้สึกรู้สาอะไร

"กำลังออกจากสต็อกโฮล์มไปดาวอส เพื่อร่วมทานอาหารค่ำกับโครงการอาหารโลก  เรื่องความหิวโหยถือเป็นประเด็นสำคัญ! #ดาวอส"  ซึ่งได้รับเสียงตอบรับในทางลบจากผู้เล่นที่โต้ตอบโดยใช้แฮชแท็คว่า #ล้มเหลว

ขณะที่บางรายยังคงรักษาท่าทีและเก็บตัวเงียบ นางฮิลลารี คลินตัน ซึ่งกระทรวงของเธอถือเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในสื่อสังคมออนไลน์ ไม่เคยทวีทเลยแม้แต่ครั้งเดียว



19 ปี วัดพระบาทน้ำพุ ภาพสะท้อนสถานการณ์โรคเอดส์ในไทย




รายการ Intelligence ประจำวันที่ 26 สิงหาคม 2554

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ระบุว่า มีการรายงานการพบเชื้อเอดส์ในประเทศไทยครั้งแรก เมื่อปี 2528  หรือเมื่อ 25 ปีที่ผ่านมา  ช่วงที่โรคเอดส์แพร่ระบาดสูงสุด คือปี 2534-2539 มีผู้ติดเชื้อต่อปีสูงถึง 1 แสน – 1.5 แสนรายต่อปี เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 60,000 คน สถานการณ์โรคเอดส์ในไทยดีขึ้นหลังรัฐบาลอานันท์ และรัฐบาลชวนรณรงค์อย่างจริงจังเรื่องการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์

สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณาสุข รายงานสถิติคนไทยติดเชื้อเอดส์รายใหม่ต่อปี  ขณะนี้อยู่ที่     1.2-1.6   หมื่นรายต่อปี จำนวนผู้เสียชีวิตน้อยกว่า 1 หมื่นรายต่อปี เนื่องจากผู้ป่วยเอดส์เกือบ 100 เปอร์เซนเข้าถึงยาต้านไวรัสทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเอดส์ดีขึ้น และมีอายุยืนยาวมากขึ้น

ในระยะ  4-5 ปีมานี้ มีแนวโน้มว่าการแพร่ระบาดของโรคเอดส์จะกลับมาใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มรักร่วมเพศ และกลุ่มวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร สัญญาณบ่งชี้คือตัวเลขการติดเชื้อเอชไอวีของชายรักชายในเมืองใหญ่สูงขึ้น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มวัยรุ่น และการตั้งท้องโดยไม่พร้อมของวัยเพิ่มมากขึ้น สะท้อนถึงปัญหาการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน

วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี เริ่มให้การช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์มาตั้งแต่ปี 2535 เน้นการดูแลผู้ป่วยแบบบูรณาการ ด้วยหลักปรัชญาพุทธศาสนา คือความเมตตา  ขณะนี้ดำเนินการสองส่วนหลัก คือ บ้านพักดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อที่มีอาการหนัก  และศูนย์พักฟื้นผู้ติดเชื้อที่อาการไม่รุนแรง  มีการเปิดโรงเรียนสำหรับเด็กที่ได้รับผลกระทบจากพ่อแม่ติดเอดส์  และงานอีกส่วนที่ได้รับความสนใจ คือการเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์

รายการ Intelligence  พบกับ พระอุดมประชาทร เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ผู้บุกเบิกโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์  บอกเล่าถึงสถานการณ์โรคเอสด์ในประเทศไทย พร้อมเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้โรคเอดส์ภายในวัดพระบาทน้ำพุ


Produced by VoiceTV

ลาตินแดนซ์(Latin Dance) เต้นเพื่อสุขภาพ



นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ได้อย่างโดดเด่นชัดเจนแล้ว ทุกท่วงท่าที่ปรากฏออกมาล้วนบ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตน แสดงออกถึงความเป็นสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี และการมีวัฒนธรรม...

   ลาตินแดนซ์(Latin Dance) คือหนึ่งในหลายๆ แขนงของการเต้นรำ ท่วงท่าลีลาและจังหวะดนตรีมีต้นกำเนิดมาจากการเต้นรำพื้นเมืองของประเทศในแถบลาตินอเมริกา ส่วนใหญ่จะเต้นกันในงานเลี้ยงฉลอง หรืองานเทศกาล เน้นจังหวะที่สนุกสนานเร้าใจด้วยสเต็ปง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่มีแบบแผนตายตัว แต่มีเอกลักษณ์ 

“ลีลาที่เร่าร้อนสอดรับกับจังหวะเสียงเพลงที่เร้าใจ ทำให้คุณรู้สึกถึงพลังและความเซ็กซี่ของตัวเอง” คุณจิ๋ม-ผาสุข ปลัดรักษา ครูสอนคลาส ลาตินเฟียสต้า(Latin Fiesta) ให้คำนิยาม

“การเต้นรำสไตล์ลาตินเริ่มโด่งดังในยุโรปและอเมริกาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 สำหรับในประเทศไทยเพิ่งเข้ามาแพร่หลายได้ไม่กี่ปี แต่ถึงแม้จะเข้ามาได้ไม่นาน การเต้นสไตล์นี้ก็ทำให้ใครต่อใครหลายคนหลงใหลไม่น้อยทีเดียว การเต้นลาตินแบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรกคือสไตล์ลาตินอเมริกัน มีอยู่ 5 จังหวะ คือ Cha Cha Cha, Cuban Rumba, Samba, Paso Doble และ Jive หรือ Rock'n'Roll แต่ละจังหวะจะมีจุดเด่นที่ต่างกันไป เช่น Cha Cha Cha ที่ดูเหมือนการเต้นหยอกล้อเกี้ยวพาราสี Samba เป็นลีลาการเต้นในงานเทศกาลต่างๆ ของชาวบราซิล ขณะที่ Cuban Rumba มาจากประเทศคิวบา จะเต้นแบบยั่วยวนนิดๆ แบบที่สองคือลาตินแบบ Social ซึ่งมีหลายประเภทมากๆ ที่โด่งดังที่สุดคือ Salsa ซึ่งเราคุ้นเคยกันดี”

ลาตินกับลีลาศ“คำว่า ‘ลีลาศ’ มันเป็นภาษาไทย ซึ่งมาจากคำว่า ‘แดนซ์’ ในภาษาอังกฤษนั่นแหละค่ะ เราบัญญัติศัพท์คำว่าลีลาศ แทนคำว่าเต้นรำ เพราะคำว่าเต้นรำเมื่อเป็นคำผวนแล้วฟังดูไม่ดี” ครูจิ๋มเล่า “คนไทยพอได้ยินคำว่าลีลาศก็มักจะคิดถึงจังหวะเนิบๆ ช้าๆ แต่จริงๆ แล้วการเต้นลีลาศทุกประเภทมันเป็น Basic Figures(ท่าเต้นพื้นฐาน) เดียวกัน แตกต่างกันที่สไตล์การเต้น พอมีคำว่าลาตินเข้าไปมันจะเป็นอะไรที่แรงขึ้น ความแข็งแรง ความเร็ว และความเซ็กซี่มันจะต่างกัน”

   เต้นเพื่อสุขภาพ 
ลาตินเฟียสต้านอกจากเป็นคลาสเต้นรำที่สนุกสนานแล้ว ครูจิ๋มบอกว่ายังเป็นการออกกำลังกายที่ดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย “เรารู้กันอยู่แล้วว่าการเต้นรำคือการออกกำลังกายที่ดีมาก เพราะเราได้เคลื่อนไหวและใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย การเต้นลาตินจะเน้นที่ช่วงล่าง แต่ช่วงบนก็ได้บริหารเหมือนกัน ขาของคุณจะแข็งแรง เพราะเป็นส่วนที่รับบทหนักที่สุด รองลงมาคือก้นและสะโพก จริงๆ แล้วกล้ามเนื้อตั้งแต่หน้าท้องลงไปจะได้ใช้หมดเลยนะ ถ้าเห็นท่าเต้นจะรู้เลยว่าเหนื่อยมาก เพราะใช้แรงเยอะ สังเกตมั๊ยว่าคนที่ชอบเต้นรำรูปร่างจะค่อนข้างฟิตและเฟิร์ม นอกจากนี้การเต้นรำยังเป็นกิจกรรมที่นิยมมากในการเข้าสังคม เป็นการแสดงออกที่สร้างสรรค์ ทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉง และลดความเครียดจากการทำงานได้ รวมทั้งยังเป็นการออกกำลังกายที่ไม่หนักเกินไป และไม่เป็นอันตรายสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ”

  เสน่ห์แห่งการเต้นเส้นทางบนฟลอร์ของครูจิ๋มเริ่มต้นขึ้นในวัย 30 ต้นๆ จากการเป็นคนชอบฟังเพลง โดยเฉพาะแนวลาติน ครูจิ๋มคิดฝันอยากจะเต้นรำกับเขาบ้าง เพราะเธอหลงใหลในจังหวะย่างเท้าที่สอดรับกับจังหวะเสียงเพลงที่เร้าใจ อันเป็นศิลปะที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจมากสำหรับเธอ “แรกเริ่มเดิมทีเป็นคนชอบฟังเพลงลาติน จริงๆ แล้วฟังมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ตอนนั้นไม่ได้ชอบเต้นนะ ชอบฟังอย่างเดียว ตอนเด็กๆ ไม่รู้หรอกว่ามันคือเพลงลาติน โตมาถึงได้รู้ พอสนใจก็เริ่มศึกษาด้วยตัวเอง อ่านหนังสือ ซื้อเทปมาดู หรือไปดูการแข่งขันที่เมืองนอก ที่ชอบเต้นรำเพราะมันไม่เหมือนกีฬาชนิดอื่นๆ ที่ใช้เฉพาะพละกำลังอย่างเดียว แต่การเต้นรำต้องใช้ทั้งความแข็งแรง ต้องเป็นคนที่มีอารมณ์ศิลปะ มีลีลา และต้องรู้จักแสดงด้วย เหมือนกับเอาศิลปะทั้งสองอย่างมารวมเข้าด้วยกัน การเต้นลาตินไม่ยากหรอกค่ะ สิ่งสำคัญอยู่ที่ใจ การเต้นที่ดีนั้นต้องใช้ใจเต้นด้วย ส่วนเทคนิคต่างๆ เราสามารถฝึกและพัฒนาได้ภายหลัง เพราะฉะนั้นคนเรียนต้องมีใจรัก บังคับกันไม่ได้” ครูจิ๋มเริ่มเต้นลาตินมาได้ 10 กว่าปีแล้ว แม้ตอนนี้วัยจะย่างเข้า 48 ปี แต่เธอบอกว่ายังมีไฟและจะยังคงเต้นต่อไป...แล้วคุณล่ะพร้อมเต้นไปกับเธอหรือยัง? 


Sexy Salsa
เซ็กซี่สไตล์ลาติน


หากคุณชื่นชอบการเต้นรำสไตล์ลาติน คุณต้องไม่พลาดคลาส “เซ็กซี่ซัลซ่า(Sexy Salsa)” อีกหนึ่งทางเลือกของความร้อนแรงและเซ็กซี่ในสไตล์ลาติน เต้ย-ภคิน ถนอมเกียรติ ครูหนุ่มหนึ่งเดียวจากคลาสซัลซ่าและลาตินที่ CWX เล่าว่า 

“การเต้นซัลซ่าเป็นหนึ่งในจังหวะการเต้นสไตล์ลาติน ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศคิวบา โดยทั่วไปซัลซ่าแบ่งสไตล์การเต้นออกเป็น 2 สไตล์ คือแบบลาตินอเมริกา ซึ่งจะไม่เน้นลีลา แต่เน้นที่ท่วงท่าเซ็กซี่ และแบบคิวบา ซึ่งมีท่าเต้นนับร้อยๆ ท่า นอกจากนี้ยังมีซัลซ่าสไตล์เปอร์โตริโกอีกด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ไหนโดยพื้นฐานแล้วจะไม่ค่อยแตกต่างกันในเรื่องจังหวะและดนตรี แต่จะต่างกันที่สเต็ปการเต้น ซัลซ่าเป็นการเต้นที่เซ็กซี่ จังหวะของดนตรีและกลองจะสนุกสนานและเร้าใจมากกว่าการเต้นแบบอื่นๆ ผู้เต้นจะเน้นการใช้ body movement สื่อถึงความสง่างาม และดึงความเซ็กซี่ในตัวออกมา ที่แยกคลาสซัลซ่าถูกแยกออกมาจากคลาสลาตินอาจเป็นเพราะซัลซ่าเป็นจังหวะที่เต้นง่ายที่สุด ลักษณะการขยับเท้ามีแค่ก้าวหน้า-ก้าวหลัง จึงเหมาะสำหรับผู้เริ่มเต้นใหม่ๆ”

คำแนะนำก่อนเต้นซัลซ่า- เสื้อผ้าที่สวมใส่ควรจะดูเซ็กซี่นิดๆ เวลาเต้นจะได้อารมณ์มากขึ้น
- เวลาเต้นควรเต้นด้วยใจ เพื่อดึงความเซ็กซี่ที่แท้จริงออกมาจากภายใน
- ต้องตั้งใจฟังจังหวะเพลง เพื่อที่จะได้เต้นอย่างถูกต้อง
- ทำใจให้พร้อมและเปิดใจรับความสนุกสนานให้เต็มที่ 

คำทำนาย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

    หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

เรื่องปริศนาพยากรณ์ ๑๐ รัชกาลนี้ ในบรรดาสานุศิษย์ของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยานเถระ (มหาวีระ ถาวโร) หรือที่รู้จักกันในนาม "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" ศิษย์เอกองค์หนึ่งของหลวงพ่อปานวัดบางนมโค อยุธยา ซึ่งปัจจุบันท่านได้มรณภาพไปแล้ว สรีระไม่เน่าเปื่อย บรรจุอยู่ในโลงแก้ว ณ พระวิหารวัดท่าซุงจ.อุทัยธานี คงจะได้ยินได้ฟังมาอีกแบบหนึ่งถึงที่มาของคำปริศนาพย ากรณ์ กล่าวคือในสมัยที่พระคุณท่านยังดำรงสังขารอยู่ได้เล่ าให้ศิษยานุศิษย์ฟังดังนี้


"ในสมัยที่อาตมา (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) อยู่กับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ปีนั้นจำได้ว่าเป็นปี พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงพ่อปานไม่อยู่ อาตมาเป็นนักค้นแล้วก็คว้าด้วย ท่านวางอะไรไว้ที่ไหนไม่มีใครเขากล้าหยิบ แต่อาตมาคนเดียวกล้าหยิบ สันดานมันเลว เป็นลิงนี่จะให้มันเรียบร้อยได้อย่างไร ค้นไปค้นมาในกุฏิหลวงพ่อปานแล้วก็พบสมุดข่อย เป็นคำพยากรณ์ของพระอรหันต์สมัยกรุงศรีอยุธยา พยากรณ์ไว้ตั้งแต่กรุงเทพยังไม่ปรากฏ แต่สมุดข่อยนั้นเก่า ขาดกระรุ่งกระริ่ง ข้อความก็ขาด จึงไปกราบเรียนามหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานท่านก็บอกว่า เดิมหนังสือเล่มนี้เป็นสมบัติของหลวงปู่คล้าย แต่ทว่ามันเก่าเต็มทีก็เลยจ้างเขาเขียนไว้ในสมุดข่อย อีกเล่มหนึ่ง แล้วหลวงพ่อปานก็สั่งให้ไปหยิบหนังสือเล่มนั้นจากกุฏ ิของท่านซึ่งซุกไว้ใต้ตู้นาฬิกา เอาผ้าสีแดงห่อไว้อย่างดีเหมือนกับจะเตรียมไว้ให้เจ้ าลิงอ่าน เมื่อเปิดผ้าออกดูแล้วปรากฎว่าหนังสือเล่มนั้นดูราวก ับว่าจะมีอายุสัก ๓๐ ปีเศษ ๆ ตัวหนังสืออ่านง่าย เป็นคำทำนายของหลวงพ่อใย ซึ่งเป็นพระอรหันต์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้พยากรณ์กรุงเทพมหานครซึ่งจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า และกล่าวถึงพระเจ้าแผ่นดินของกรุงเทพมหานครไว้ด้วยดั งนี้

๑.มหากาฬผ่านมหายักษ์ ๒.รู้จักธรรม ๓.จำต้องคิด ๔.สนิทธรรม ๕.จำแขนขาด ๖.ราษฏร์ราชาโจร ๗.นั่งทนทุกข์ ๘.ยุคทมิฬ ๙.ถิ่นกาขาว ๑๐.ชาววิไล

รัชกาลที่ ๑ มหากาฬผ่านมหายักษ์ หมายถึง สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกผ่านพระเจ้าตากสินไม่ใช่ฆ ่า ตามประวัติศาสตร์บอกว่า พระเจ้าตากสินถูกรัชกาลที่ ๑ สั่งปลงพระชนม์ โดยใส่กระสอบแล้วเอาท่อนจันทน์ทุบให้ตายนั้น อันนี้อาตมาเห็นทีจะต้องยอมรับ อาตมานะรับรองว่าคำสั่งก็ต้องเป็นคำสั่งจริง ๆ ประหารก็ต้องประหารจริง ๆ แต่ว่าคนที่ตายนั้นไม่ใช่พระเจ้าตากสิน เป็นคนอื่นเขาตายแทน แล้วพระเจ้าตากสินไปทางไหน ทำไมจึงต้องทำกันอย่างนั้น นี่เป็นเรื่องของการเมือง พระเจ้าตากสินทรงกู้ชาติสมัยที่กรุงศรีอยุธยาแตกในคร าวนั้นได้ตีฟันฝ่าข้าศึกออกมา จะเอาเงินที่ไหนออกมาแล้วในระหว่างกู้ชาติ จะเอาเงินทองที่ไหนมา การบริหารประเทศต้องใช้เงิน นั่งคิดดูซิความลำบากของพระเจ้าตากสินมีเพียงใด

เรื่องนี้มันต้องมีการกู้การยืมกัน อาตมาพูดเท่านี้แหละ แต่ขอยืนยันว่าพระเจ้าตากสินไม่ได้ตาย ขอให้นักประวัติศาสตร์สืบค้นกันให้ดี แล้วจะพบจุดสำคัญของประวัติศาสตร์ จะหาว่าพระราชวงศ์จักรีเป็นกบฏต่อพระเจ้าตากสินแล้วข ึ้นเถลิงราชย์ไม่ได้ เพราะเป็นพระราชประสงค์ของพระเจ้าตากสินเอง เพื่อหวังจะให้ชาติไทยอยู่รอด ทรงความเป็นชาติไทยต่อไป และเพราะอะไรพระองค์จึงไม่ทรงสละราชสมบัติเฉย ๆ นั่นเป็นเรื่องของการเมือง ทำไม่ได้ พระเจ้าตากสินมหาราชไม่ใช่เป็นกษัตริย์ที่มีความโง่ไ ม่รู้เท่าทันคน ถ้าพระองค์มีความโง่ไม่รู้เท่าทันคนแล้ว จะทรงกู้ชาติได้อย่างไรภายในปีเดียว ขอให้ท่านพุทธบริษัททั้งหลายช่วยกันพิจารณาด้วยปัญญา ที่แท้จริง เอาระบบการเมืองเข้ามาเทียบเคียงกับความจริง แล้วจะทราบความจริงต่อไปในวันข้างหน้า เอากันแค่นี้ก็พอ

รัชกาลที่ ๒ รู้จักธรรม ให้พระสงฆ์ทั้งหลายค้นคว้าพระธรรมวินัยกันใหญ่ 



รัชกาลที่ ๓จำต้องคิด พระองค์ทรงคิดหนัก ก่อนจะสวรรคตทรงมีลายพระหัตถ์ ถึงรัชกาลที่ ๔ ว่า ถ้าฉันตาย ฉันไม่ตั้งรัชทายาท เมื่อฉันตายแล้วลูกของฉันถ้าไม่ให้รับราชการ ก็ให้ลงโทษเพียงแค่เนรเทศ อย่าให้ถึง กับต้องฆ่าแกงกันเลย 


รัชกาลที่ ๔ สนิทธรรม ทรงผนวชถึง ๒๗ พรรษาและทรงเชี่ยวชาญด้านธรรมะ 


รัชกาลที่ ๕ จำแขนขาด เสียดินแดนให้แก่พวกฝรั่งเศสและอังกฤษ

รัชกาลที่ ๖ ราษฏรราชาโจร ชาวบ้านหาว่าพระองค์เป็นโจร เอาเงินในท้องพระคลังไปใช้เสียหมด (สร้างเมืองจำลอง ดุสิตธานี, สร้างพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม) ความจริงพระองค์ทำเช่นนั้น เพราะต้องการให้คนไทยรู้จักคำว่าประชาธิปไตย โดยพระองค์ท่านทำทุกอย่างเพื่อให้คนทั้งหลายเห็นว่ากษัตริย์ไม่ได้ทรงถือพระองค์เล่นโขนเล่นละครกับคนทั่วไปก็ได้ 



รัชกาลที่ ๗ นั่งทนทุกข์ ทรงเถลิงราชสมบัติในช่วงของเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ต้องให้ข้าราชการออก เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทรงสละราชสมบัติ 


รัชกาลที่ ๘ ยุคทมิฬ เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง และพระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ 


รัชกาลที่ ๙ ถิ่นกาขาว คนไทยเห่อตามพวกฝรั่ง ทั้งแฟชั่น เครื่องแต่งกายเพลงร้อง อะไร ๆ ก็ฝรั่งทั้งนั้นถึงจะดี 


รัชกาลที่ ๑๐ ชาววิไล คือยุคที่บ้านเมืองของไทยเจริญรุ่งเรืองอย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้เหตุการณ์ยังมาไม่ถึง

เป็นไงครับท่านผู้อ่านที่เคารพ ลองใช้ปัญญาพิจารณาเปรียบเทียบหาเหตุผลกันเอาเอง ผมมีหน้าที่นำเสนอ จากตำรับตำรา หนังสือวารสารต่างๆ ที่มีอยู่เท่านั้น ในขณะที่เขียนบทความอยู่นี้เราท่านทั้งหลายยังมองไม่ เห็นทางเลยนะครับ ว่าอนาคตข้างหน้าของไทยเรานั้นจะเจริญรุ่งเรืองได้อย ่างไร ตราบใดที่ยังเป็น "ทาสเศรษฐกิจ" ของฝรั่งตาน้ำข้าว IMF อยู่ แม้เราท่านจะไม่รู้ไม่เห็นเหตุการณ์ในอนาคต แต่ท่านฤาษีลิงดำ ท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่า

"ในราวปลายรัชกาลที่ ๙ หรือรัชกาลที่ ๑๐ นี้ ประเทศไทยจะขุดพบแร่สำคัญชนิดหนึ่ง ซึ่งมีกำลังคล้ายแร่ยูเรเนียมแต่ทว่ามีกำลังสูงกว่า ถ้าใช้ทางด้านสันติจะมีความเย็นสามารถเผาโรคได้ด้วยอ ำนาจของความเย็น ถ้าใช้ทางด้านพลังงาน ก็จะมีพลังงานสูงมาก ถ้าใช้ฆ่าฟันกันก็จะมีพลังงานมากยิ่งกว่าแร่ที่เขาใช ้กันในปัจจุบัน เวลานี้ขุดมาได้ก็เหนื่อยเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์ ถึงเวลามันจะปรากฎเอง และเมืองไทยจะมีทรัพยากรต่าง ๆ ปรากฎขึ้นมาอีกมากมาย เริ่มตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นไป และจะค่อยๆ มีมากขึ้นอย่างเต็มที่ เมื่อกลางสมัยรัชกาลที่ ๑๐ ต่อไป ประเทศไทยจะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ ประเทศชาติจะร่ำรวยมาก "

คลิปหลวงพ่อฤาษีลิงดำละสังขาร




ที่มาบทความ: http://meesook.com

ทำไปได้! "ฮิลลารี คลินตัน" เต้นรำสุดเหวี่ยง-กระดกเบียร์ดื่ม หลังประชุมเครียดสุดยอดผู้นำอเมริกา

มติชนออนไลน์.....หลังจากเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศกลุ่มอเมริกาครั้งที่ 6  ที่เมืองคาร์ทาเฮน่า ประเทศโคลอมเบีย ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การรัฐอเมริกัน (โอเอเอส) ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ร่วมกับผู้นำประเทศกว่า 33 คน  ได้มีผู้เก็บภาพของนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เข้าร่วมงานปาร์ตี้ที่จัดขึ้นหลังจากการประชุม ที่ไนท์คลับแห่งหนึ่ง ด้วยท่าทางสุดเหวี่ยงอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน


AFP / GETTY IMAGES

นางคลินตัน วัย 64 ปี ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่จัดขึ้นที่ไนท์คลับ"คาเฟ่ ฮาวาน่า"  ซึ่งเป็นคลับที่เล่นเพลงแบบคิวบา ในช่วงคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (14 เม.ย.) หลังเสร็จสิ้นการประชุมระหว่างผู้นำกลุ่มประเทศอเมริกาเหนือและใต้ เพื่อหารือประเด็นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม 

Reuters/Raul Palacios-Colprensa


โดยในภาพที่ถูกเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ของสหรัฐฯ เป็นภาพของเธอกำลังเต้นรำและชูมือขึ้นอย่างสนุกสนาน  และอีกภาพหนึ่งเป็นภาพของเธอกำลังยกขวดเบียร์ยี่ห้อ Aguila ของโคลอมเบียขึ้นดื่ม ร่วมกับบรรดาผู้ติดตาม และการอารักขาของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย  นอกจากนั้นเธอยังได้เต้นรำแบบรัมบ้าถึง 3 เพลง และเล่นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องประกอบจังหวะ ที่เรียกว่า "มาราคัส" รวมถึงร่วมจับมือกับสมาชิกวงดนตรีทั้ง 11 คน ก่อนที่จะกลับที่พักในเวลาประมาณ 1.00 น.

AFP / GETTY IMAGES

รายงานข่าวระบุว่า เธอและผู้ติดตามได้สั่งเบียร์ไปหลายสิบขวด เตกิลาอีก 2 ช็อต และน้ำขวดอีกจำนวนหนึ่ง รวมถึงให้ทิปพนักงานเสิร์ฟไปประมาณ 40 ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนผลการประชุมในวันนั้นพบว่า ผู้นำในทวีปอเมริกาไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องจะเชิญคิวบาเข้าร่วมการประชุมครั้งหน้าหรือไม่  โดยผู้นำส่วนใหญ่ ต้องการให้คิวบาเข้าร่วมการประชุมครั้งหน้า หลังจากคิวบาถูกตัดออกจากกลุ่มตั้งแต่การปฏิวัติคิวบาในปี 1959 แต่สหรัฐฯและแคนาดาคัดค้าน ในที่สุดการประชุมสองวันจบลงโดยไม่มีการออกแถลงการณ์ใด ๆ เช่นเดียวกับการประชุมสุดยอดครั้งก่อนเมื่อปี 2009 ที่ตรินิแดด

ด้านประธานาธิบดีฮวน มานูเอล ซานโตส ของโคลอมเบีย ในฐานะเจ้าภาพการประชุม กล่าวว่า พอใจกับการประชุม การไม่มีแถลงการณ์ปิดการประชุมไม่ได้หมายความว่าการประชุมล้มเหลว ประเทศส่วนใหญ่ในที่ประชุมสนับสนุนให้คิวบาเข้าร่วมการประชุมด้วย จึงควรเริ่มดำเนินการเรื่องนี้เพื่อให้เป็นจริงในการประชุมสุดยอดครั้งหน้า


"แอปเปิล"เจ๋ง ผงาดแบรนด์มูลค่าสูงสุดของโลก แซงหน้า"กูเกิล"รวย 1.53 แสนล้านดอลลาร์



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ว่า "WPP"ซึ่งเป็นกลุ่มให้บริการด้านสื่อคมนาคมทั่วโลก ได้จัดอันดับแบรนด์มูลค่าสูงสูดของในโลกในตลาดของกลุ่มห้าประเทศที่มี เศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่มีอัตราการขยายตัวเร็วที่สุดของโลก หรือ"บริคส์"เปิดเผยว่า แอปเปิล สามารถผงาดขึ้นครองแชมป์หมายเลขหนึ่ง แซงหน้ากูเกิล โดยแอปเปิล มีมูลค่าความร่ำรวยคิดเป็นเงิน 1.53 แสนล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 84 % และเพิ่มขึ้นจากปี 2006 คิดเป็น 859 %

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของ WPP ระบุว่า ด้วยการเอาใจใส่ต่อแบรนด์และการมีนวัตกรรมก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้แอปเปิลสามารถเป็นหนึ่งด้านแบรนด์มูลค่าสูงในตลาด และสามารถฝ่าอุปสรรคของเศรษฐกิจโลก สร้างความสำเร็จทางธุรกิจ ที่บริษัทอื่น ๆ สามารถนำไปเรียนรู้ได้
สำหรับแบรนด์อันดันสองได้แก่ กูเกิล อันดับสาม ได้แก่ ไอบีเอ็ม อันดับสี่ ได้แก่ แม็คโดนัลด์ อันดับห้า ได้แก่ ไมโครซอฟต์ อันดับหกได้แก่ โคคา โคล่า อันดับเจ็ด ได้แก่ เอทีแอนด์ที อันดับแปด ได้แก่ มาร์ลโบโร อันดับเก้า ได้แก่ ไชน่า โมบิล และอันดับสิบ ได้แก่ จีอี
รายงานระบุว่า ระหว่างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเมื่อปีที่แล้ว มูลค่าของแบรนด์สินค้า 100 อันดับ ได้เพิ่มมูลค่าขึ้น 17 % โดยมีมูลค่ารวมเป็นเงินราว 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ และแบรนด์สินค้าด้านเทคโนโลยีและโทรคมนาคม ได้ผงาดครองการจัดอันดับดังกล่าวด้วยการติดอันดับถึง 1 ใน 3 โดยสำหรับ"เฟซบุ๊ค"ซึ่งติดอันดับ 35 และมีอัตราการขยายตัวสูงสุดถึง 246 % เทียบปีต่อปี มีมูลค่าความร่ำรวยเป็นจำนวน 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์
สำหรับแบรนด์สินค้าของประเทศจีน ปรากฎว่า มีติดอันดับ 12 กิจการ จากทั้งหมด 100 แบรนด์ โดยไชน่า โมบิล ติดอันดับ ด้วยมูลค่าความร่ำรวย 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 9 %,ธนาคารเพื่ออุตสาหกรรมและพาณิขย์ ติดอันดับ 11 % และกิจการ"ไบดู"ติดอันดับ 29 พุ่งขึ้นจากเดิม 46 %


มติชนออนไลน์

10 คาถาครองรัก (ฉบับเศรษฐศาสตร์) ลงทุนชีวิตคู่ "คุ้มค่า" ไม่มีขาดทุน

หนังสือชื่อ Spousonomics ได้นำเอาหลักการทางเศรษฐศาสตร์มาทำความเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ของการใช้ชีวิตคู่ โดย [เสด-ถะ-สาด].com ได้ทำการสรุปและปรับปรุง(เพื่อให้เนื้อหาเหมาะสมกับสังคมไทย)มาเป็น "คาถาครองรัก (ฉบับเศรษฐศาสตร์)" ๑๐ ประการ


๑. แบ่งงานกันทำตามหลักความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage)
การแบ่งงานกันทำ (Division of Labor) เป็นข้อดีสำคัญของการมีคู่รัก เพราะงานในบ้านหลายอย่างต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialization) 

เมื่อเป็นเช่นนี้ การแบ่งภาระงานในบ้านออกเป็น 50:50 ระหว่างหญิงกับชายจึงไม่ได้ก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามแนวคิดของ David Ricardo แต่จะเป็นสัดส่วนเท่าไหร่นั้น ควรจะขึ้นอยู่กับความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของแต่ละคน หรือพูดง่ายๆ คือ ใครทำอะไรได้ดีกว่ากันก็ให้เขาทำสิ่งนั้นไป แลกกับบางอย่างที่เขาไม่ต้องทำอีกแล้ว เช่น คนที่ล้างจานเร็วกว่าก็ล้างจานไป และคนที่ซักผ้าดีกว่าก็ซักผ้าไป

๒. อย่ากลัวที่จะแพ้ (Loss Aversion)
ความอยากเอาชนะ หรือความกลัวที่จะแพ้ (Loss Aversion) มักก่อปัญหาให้ชีวิตคู่เสมอ ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มันมาจากผลของการครอบครองตัวเราเอง (Endowment Effect) ซึ่งหมายถึง การที่คนเรามักให้คุณค่า(อย่างไม่มีเหตุผล)กับสิ่งที่ตัวเราเองคิด/รู้สึกมากกว่าสิ่งที่คนอื่นคิด/รู้สึกอยู่เช่นถ้าเราทะเลาะกับคู่รักตอนหัวค่ำ ที่จริงก็เพราะเราคิดว่าเราคิดถูก คู่รักของเราคิดผิด จากนั้นก็เถียงกันจนดึกดื่น ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความอยากเอาชนะก็ยิ่งมากขึ้นๆ เพราะถ้าแพ้ตอนที่เถียงมานานแล้วก็เท่ากับว่าขาดทุนหนัก ต้นทุนของการเอาชนะจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่มีใครชนะ และทั้งคู่ก็ไม่ได้นอนทั้งคืน

ทางออกก็คือ ถ้าเริ่มทะเลาะตอนหัวค่ำ ก็รีบนอนตอนหัวค่ำนั่นแหล่ะ ต้นทุนของการเอาชนะจะต่ำ เพราะยังไม่มีใครลงแรงลงเวลาไป แล้วค่อยคุยกันทีหลัง ผลของความรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าก็จะลดลงไปแล้วด้วย แถมได้นอนอีกต่างหาก


๓. ตระหนักว่าเส้นอุปสงค์มีความชันเป็นลบ (Negative Demand Slope)
อะไรก็ตามที่มีราคาแพง เราย่อมซื้อมันน้อย แต่อะไรที่มีราคาถูก เราก็จะซื้อมันบ่อยๆ ลองนึกดูว่า ถ้าเราอยากออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วน ทุกครั้งที่เราไปฟิตเนส เราตั้งใจจะออกกำลังกายเยอะๆ ให้คุ้มกับที่อุตส่าห์เดินทางไป สุดท้ายเราก็ไม่ค่อยได้ไป และความอ้วนก็ไม่ลดลง แต่ถ้าเราแค่มีโอกาสหรือเวลาว่างเล็กๆ น้อยๆ หากไปได้ก็ไป เราจะกลับได้ไปบ่อยๆ และการลดความอ้วนก็จะได้ผลดีกว่า

ในชีวิตคู่ก็เหมือนกัน ถ้าเวลาที่เราจะหวานหรือโรแมนติค ก็ต้องรอไปเที่ยวไกลๆ กินอาหารมื้อใหญ่ๆ ในวันพิเศษมากๆ และแล้วเราก็ไม่ค่อยได้ไป เพราะเราไปทำให้ราคามันสูงเกินไป แต่ถ้ากลับกัน เราทำให้มันมีราคาต่ำลง เช่น เพียงแค่หยอกล้อหรือโรแมนติคต่อกันแม้แต่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เราก็จะทำได้ในทุกๆ วัน สุดท้าย ชีวิตคู่จะมีความสุขมากกว่าอีก ดังนั้น อย่าประเมินผลได้ของความหวานเล็กๆ น้อยๆ ต่ำเกินไปเหมือนเสื้อผ้าราคาถูกๆในตู้

๔. ตกลงเรื่องจรรยาสามานย์ไว้ก่อน (Moral Hazard)
เวลาที่เราทำประกัน เราจ่ายค่าประกันไป และหวังว่าบริษัทประกันจะปฏิบัติอย่างที่ควรจะเป็น แต่บริษัทจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น ไม่ต่างไปการมีคู่รัก เราให้ความรู้สึกของเราไป โดยหวังว่าคู่รักจะไม่แอบไปมีกิ๊ก แต่เราเองก็ไม่สามารถรับรู้ได้ตลอดเวลาว่าคู่รักของเราไปทำอะไรที่ไหนบ้าง ปัญหาเช่นนี้เรียกว่าจรรยาสามานย์ และที่แย่ที่สุดคือ ยิ่งเราทำดีมาก(จ่ายค่าประกันสูง)เท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาจรรยาสามานย์ก็อาจจะยิ่งสูงขึ้นไปอีก

ทางแก้ไขซึ่งต้องทำตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นก็คือต้องมองคู่รักของเราเหมือนเป็นนักลงทุน (Turn spouses into investors) ที่มาลงทุน(ชีวิต)ร่วมกับเรา ดังนั้น ต้องมีกฎระเบียบ (Set Regulation) ที่ชัดเจนว่าแต่ละฝ่ายมีขอบเขตแค่ไหน อะไรที่ทำได้-ทำไม่ได้ และหากไม่ปฏิบัติตามนั้นจะลงโทษกันอย่างไร หรือหากปฏิบัติได้ดี อะไรคือรางวัล

๕. ถือหลักความได้อย่างเสียอย่าง (Trade-offs)
ประสิทธิภาพและความเท่าเทียมกันไม่อาจเกิดขึ้นได้พร้อมกันในสังคมฉันใด ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในการมีคู่ฉันนั้น แม้ว่าคนใดคนหนึ่งอาจจะทำได้ดีกว่าในหลายๆ เรื่อง (เพราะประสิทธิภาพสูงกว่า) แต่การต้องทำสิ่งนั้นๆ มากกว่าก็หมายถึงความไม่เท่าเทียมกันที่มากขึ้นด้วย เขาอาจรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งอาจเกิดความรู้สึกละอายใจ (Inequity Aversion) การหาค่าอุตตมะ (Optimization) ของประสิทธิภาพและความเท่าเทียมกันในสังคมจึงเป็นสิ่งจำเป็นของการครองคู่ด้วยเช่นกัน

อธิบายให้ง่ายกว่านั้นก็คือ ในบางเรื่องที่เราไม่อยากทำหรือทำได้ไม่ดี ก็ควรต้องยอมทำบ้าง เพื่อไม่ให้คู่รักของเรารู้สึกว่าเขาถูกเอาเปรียบ ขณะที่ในบางเรื่องที่เราทำได้ดี ก็อาจต้องยอมให้คู่รักของเราทำบ้างเช่นกัน ถ้าจะทำให้เขารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น แม้ผลลัพธ์อาจจะไม่ดีนักก็ตาม


๖. ลดช่องว่างของข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตร (Asymmetric Information)
ไม่มีคู่ไหนในโลกที่สามารถรู้ใจ รู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งทั้งหมด เราเองอาจจะยังไม่รู้จักตัวเองทั้งหมดด้วยซ้ำ ดังนั้น ในบางครั้ง เราต้องลดช่องว่างของสถานการณ์ข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตรระหว่างคนสองคน วิธีที่ง่ายที่สุดคือ 
“บอกออกไป” ให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับรู้ หรืออย่างน้อยแค่ส่งสัญญาณ (Signaling) ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
แต่วิธีการบอกออกไป ต้องเป็นแค่คุยกัน ไม่ใช่การเลคเชอร์ให้ฟัง เพราะข้อมูลข่าวสารที่หนักหรือมากเกินไปจะทำให้ต้นทุนการประมวลผลของสมองสูงขึ้น และไปลดความสามารถในการฟังและทำความเข้าใจ (The high information processing costs will hinder his ability to listen and digest what his is hearing.) 

๗. ตัดสินใจร่วมกันเพื่ออนาคต (Intertemporal Choice)
ในทางเศรษฐศาสตร์ การตัดสินใจในวันนี้ อาจไม่เกิดผลได้/ผลเสียขึ้นในทันที แต่จะเกิดตามมาในอนาคต เช่น ถ้าเราตัดสินใจนอนดึกเพื่อดูฟุตบอลในวันนี้ ความสนุกเกิดขึ้นทันที แต่ความเพลียเกิดในวันรุ่งขึ้น หรือเราอาจจะตัดสินใจอดอาหารสามเดือน เพื่ออยากสวย แปลว่าความทรมานเกิดวันนี้ แต่ความสวยเกิดในอีกสามเดือนข้างหน้า และกรณีเช่นนี้ ส่วนมากล้มเหลว

ดังนั้น อะไรก็ตามที่เราอยากทำ ซึ่งมันยากที่จะสำเร็จ แต่ง่ายที่จะล้มเหลว เช่น ออกกำลังกายทุกวัน กินอาหารที่มีประโยชน์ เขียนบล็อกสัปดาห์ละสองครั้ง เราก็น่าจะลองชวนคู่รักของเรามาทำร่วมกัน ให้คู่รักเป็นเหมือนอุปกรณ์ช่วยเตือน (Commitment Device) ให้เราทำให้สำเร็จ และหากเขาขอให้เราทำหน้าที่นี้บ้าง ก็อย่าใจอ่อน เพราะในระยะยาว จะดีกับตัวเขาเองมากกว่า(แน่ๆ) มากกว่านั้นคือ การทำอะไรร่วมกันบ่อยๆ ก็จะทำให้คู่รักรักกันมากขึ้นไปอีก

๘. ผ่านเรื่องร้ายและดีไปด้วยกัน (Boom and Bust)
หลายคนคงนึกถึงช่วงเวลาที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองได้ อะไรๆ ก็ดีไปหมด แต่มันก็ต้องมีช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำ โดยเฉพาะเมื่อมันผ่านช่วงที่ดีที่สุดไปแล้ว สิ่งที่ประชาชนในชาติควรทำก็คือ ร่วมมือกันและให้กำลังใจกันเพื่อให้คนทั้งชาติผ่านเรื่องร้ายๆ ไปได้ด้วยกัน แน่นอนว่า เมื่อผ่านมันไปได้ คนเหล่านี้ก็จะรักกันมากขึ้นอีก 

เช่นเดียวกับชีวิตคู่ เมื่อวันดีดีผ่านไป และตกอยู่ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด หันหน้าเข้าหากัน ให้กำลังใจกัน และผ่านมันไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเลวร้ายภายนอก หรือความสัมพันธ์ของคู่รักกันเอง เป้าหมายที่ต้องมีร่วมกันคือผ่านมันไปให้ได้ แล้วทั้งคู่ก็จะรักกันมากขึ้น อย่าเก็บไว้คนเดียว บั่นทอนกำลังใจ หรือเพิ่มปัญหาให้กัน


๙. คิดแบบมีกลยุทธ์ (Game Theory)
ในทฤษฎีเกม การตัดสินใจของคนหนึ่งจะเอาการตอบสนอง (Response) ของอีกฝ่ายหนึ่งมาพิจารณาด้วย และสุดท้ายการตัดสินใจนั้นๆ ก็จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งดีกว่าที่จะคิดเฉพาะกับตัวของเราเอง หากเราเป็นผู้ตอบสนอง ทฤษฎีเกมก็ยังช่วยให้เราเลือกวิธีการตอบสนองที่ดีที่สุดเช่นกัน ดังนั้น การคิดแบบมีกลยุทธ์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงจะเอาชนะกัน แต่หมายถึงให้ไตร่ตรองถึงการตอบสนองของเราหรือคู่รักของเราก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไปด้วย
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคู่ของเราจะตอบสนองอะไรออกมาทฤษฎีเกมบอกเราว่ามันขึ้นอยู่กับความเชื่อ (Beliefs) ซึ่งมาจากการสั่งสมในอดีต นั่นหมายความว่า อย่าลืมเอาอดีตมาเป็นบทเรียนที่จะสอนให้คุณเลือกวิธีการตอบสนองให้ถูกต้องกับคู่ของเราด้วย ประสบการณ์ที่ผ่านๆ มาย่อมทำให้คุณรู้จักความชอบ (Preference) ของคู่รักของเรามากกว่าใครๆ 

๑๐. อาศัยแรงจูงใจเป็นเครื่องมือ (Incentive)
เราเองคงรู้ว่า อะไรก็ตามที่ได้มาโดยการบังคับ มักจบแบบไม่สวย แต่อะไรที่ได้มาจากแรงจูงใจภายใน แม้ว่าบางทีมันจะช้า แต่ก็มักจะยั่งยืนกว่า ในประเด็นนี้ เราก็ไม่ควรไปบังคับหรือเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวของคู่รักมากเกินไป เพราะเขาก็ต้องเป็นตัวของเขาเองด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง หากเราต้องการให้เขาทำอะไรให้ ก็ใช้วิธีสร้างแรงจูงใจให้เขาอยากทำให้จะดีกว่าบังคับเช่นกัน เช่น พูดจาหวานๆ อ้อนๆ ขอร้อง เอาอกเอาใจ คู่รักของเราก็น่าจะเต็มใจและมีความสุขในการทำให้เรามากกว่า


ที่มา :: [เสด-ถะ-สาด].com