แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ facebook แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ facebook แสดงบทความทั้งหมด

หากกำลังคิดจะหย่า!! อย่า"โพสต์"อะไรโดยไม่คิด


ใน ยุคที่เทคโนโลยีเอื้อให้ ไม่ว่าอะไรก็ดูรวดเร็ว ทันใจ สะดวกสบายไปหมด แต่การทำอะไรที่ "ไวๆ" นี่แหละ ก็อาจสร้างปัญหา เรื่องน่าปวดหัวตามมาภายหลัง อย่างเช่น การส่งเท็กซ์ ส่งข้อความ หรือโพสต์อะไรลงในเฟซบุ๊ก ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ มี "คำเตือน" จากทนายความในสหรัฐอเมริกาซึ่งเชี่ยวชาญคดีหย่าร้างกว่า 90% ถึงคู่สามีภรรยาที่กำลังจะหย่า และคิดว่า การจากลาของตนต้อง "จบ" ลงไม่ดีแน่ ให้ระมัดระวังเวลาจะ "เท็กซ์ (Text)" หรือโพสต์อะไรลงในทวิตเตอร์, เฟซบุ๊ก หรือในไอโฟน ใน สมาร์ทโฟน ต่างๆ ด้วยว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีคดีหย่าร้างที่มีการใช้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็น "หลักฐาน" ในคดีหย่าเพิ่มขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้ ทางสมาคมทนายความคดีสมรสในอเมริกา ซึ่งมีทนายความเป็นสมาชิกอยู่ราว 1,600 คน และแต่ละคนล้วนมีประสบการณ์ในการจัดทำนิติกรรมเกี่ยวกับข้อตกลงก่อนสมรส, คดีหย่า, คดีแย่งสิทธิเลี้ยงดูบุตร, คดีแบ่งสินสมรส และคดีเกี่ยวกับสิทธิของคู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ซึ่งพบว่า มีการใช้หลักฐานจาก บรรดาข้อความ และเฟซบุ๊ก เป็นหลักฐานเพิ่มขึ้นอย่างมาก ยิ่งในช่วง 2 ปีหลังนี้

เคน อัลท์ชูเลอร์ ประธานสมาคมทนายความฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า ...

"เวลา เขียนอีเมล์คุณยังมีเวลาคิด มีโอกาสจะปรับเปลี่ยนเขียนข้อความใหม่ แต่การส่งเท็กซ์ ส่งข้อความมันส่งไปทันที และทนายความอย่างพวกเราก็ได้เห็นหลักฐาน บรรดาข้อความที่ผู้คนส่งกันโดยไม่คิดเยอะมาก"

เคนยังพูดถึงความน่า กลัวของบรรดาข้อความต่างๆ ว่า เปรียบเหมือน "ช่องทางระบายอารมณ์" ที่สามารถย้อนกลับมาเล่นงาน หลอกหลอนคนเราได้ เพราะมันเป็น "หลักฐาน" ที่บันทึกถึงความคิด เจตนา และการกระทำของคนคนนั้น

เคนยังบอกด้วยว่า ถึงแม้ข้อความต่างๆ ในโทรศัพท์จะถูกมองเป็นหลักฐานที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ หรือใช้เป็นหลักฐานในศาลไม่ได้ แต่สำหรับบุคคลที่มีความน่าเชื่อ ข้อความแบบนั้นก็อาจกลายเป็นสิ่งที่สร้างปัญหาในคดีหย่าร้างได้เช่นกัน

"ผม เคยใช้พวกเท็กซ์ พวกข้อความเป็นหลักฐานในการซักค้าน และผมอยากจะบอกด้วยว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ผมพบว่า มีการใช้ข้อความมากมายเป็นหลักฐานในการฟ้องร้อง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ยุคนี้ผู้คนชอบส่งข้อความกันมากขึ้น และส่งข้อความกันแบบไม่คิดไม่ระวัง" เคน อัลท์ชูเลอร์ บอก

และจากข้อมูลของทางสมาคมทนายความฯยังพบว่า ข้อความในโทรศัพท์มือถือถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานในคดีหย่ามากที่สุด ตามด้วยข้อความในอีเมล์, หมายเลขโทรศัพท์, รายการบันทึกข้อมูลการโทรศัพท์, จีพีเอส และบันทึกการค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต

ที้งนี้ นายเคนเชื่อว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีการใช้ "ข้อความ" เป็นหลักฐานในคดีความมากขึ้น ก็เพราะคนทั่วไปมักคิดว่า การส่งข้อความนั้นปลอดภัย เพราะมันไม่สามารถ "พิมพ์" ออกมาได้

แต่คงลืมคิดไปว่า ถึงจะพิมพ์ออกมาไม่ได้ แต่มันก็มีช่องทางให้สืบค้นได้ภายหลัง




ที่มา คอลัมน์ สรรหา มาเล่า :: มติชนรายวัน

พนักงานแบงค์ดังถูกไล่ออก ฐานบ่นใส่เฟสบุ๊ค"ค่าแรง"ต่างจากเจ้านายใหม่ลิบลับ

นางสเตฟานี่ บอน พนักงานธนาคารวัย 37 ปี ซึ่งทำงานให้กับ"ลอยด์ แบงก์กิ้ง กรุ๊ป"ต้องโชคร้ายถูกไล่ออก ภายหลังเขียนข้อความในเฟซบุ๊ค เป็นทำนองบ่นว่าค่าแรงของต่างจากเจ้านายใหม่ลิบลับ โดยเธอได้เขียนข้อความระบุว่า"นายแอนโทนี่ ฮอร์ต้า ออสโอริโอ้ เจ้านายใหม่ของลอยด์ แบงก์กิ้ง กรุ๊ปได้ค่าแรงชั่วโมงละ 4,000 ปอนด์ แต่ฉันได้ 7 ปอนด์ มันยุติธรรมดี"



เธอเปิดเผยว่า เมื่อเธอไปรับประทานอาหารกลางวัน พอกลับมา เพื่อนคนหนึ่งของเธอบอกว่า ผู้บริหารกำลังพูดถึงเธอเรื่องการโพสต์ข้อความบ่นทางเฟซบุ๊คของเธอ และหัวหน้าทีมของเธอได้ถามเธอว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอเขียนข้อความเช่นนั้น และจากนั้น ผู้จัดการของเธอก็เข้ามาแล้วบอกว่า เขารู้สึกผิดหวังในตัวฉันมาก ก่อนที่เธอจะสูญเสียงาน แต่เธอบอกว่า เธอไม่ได้เขียนอะไรที่มันร้ายแรงหรือเป็นที่โจษจัน แต่สุดท้ายเธอก็ต้องตกงาน



อย่างไรก็ตาม ด้านโฆษกของลอยด์ แบงก์กิ้ง กรุ๊ป อ้างว่า การออกจากงานของนางสเตฟานี่ ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เธอโพสต์ในเฟซบุ๊ค แต่ว่าเธอต้องออกจากงานเพราะเป็นลูกค้าสัญญาระยะสั้น และระยะเวลาสิ้นสุดงานของเธอใกล้มาถึงแล้ว และเธอก็ได้รับการแจ้งไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วด้วย

วันที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2554 มติชนออนไลน์

หนุ่มสาวรับเครื่องมือสื่อสังคม ชักนำปล่อยตัวปล่อยใจเร็วขึ้น





เอเจนซี – ผู้หญิงเกือบ 4 ใน 5 และผู้ชาย 60% เชื่อข้อความสั้นเฟซบุ๊กและเครื่องมือสื่อสังคมอื่นๆ เพื่อการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องทำให้คู่รักใหม่ปล่อยตัวปล่อยใจเร็ว ขึ้น

อย่างไรก็ตามผลสำรวจที่เปิดเผยออกมาคือมีผู้หญิงเพียง 38% เท่านั้นที่บอกว่านอนกับคู่เดทเร็วขึ้นเพราะความสนิทสนมคุ้นเคยผ่านระบบดิจิตอล

การสอบถามความคิดเห็นหญิง-ชาย 1,200 คน ที่เข้าร่วมการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์ประจำปีที่จัดทำโดยนิตยสารเชปและเมนส์ ฟิตเนส ยังพบว่าสมาร์ทโฟนและแล็ปท็อปเป็นของเล่นใหม่ที่นำไปสู่ห้องนอน โดยผู้หญิงเกือบ 80% และผู้ชาย 58% บอกว่าเครื่องมือสื่อสังคมทำให้ความสัมพันธ์เกินเลยเร็วขึ้น

ข้อความสั้นเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมที่สุดในการสื่อสารระหว่าง คู่รัก โดยผู้ชาย 39% พิมพ์ข้อความสั้นบ่อยกว่าคุยโทรศัพท์ และผู้หญิง 150% เป็นแบบนั้น แม้ก่อนมหัศจรรย์จะเริ่มต้น ผู้หญิง 70% และผู้ชาย 63% บอกว่าใช้กูเกิลและเครื่องมือออนไลน์อื่นๆ เพื่อสกรีนว่าที่คู่เดท

ผู้ตอบแบบสอบถาม 65% เล่าว่าคู่เดทใช้ข้อความสั้นชวนไปเที่ยว 49% ชวนผ่านข้อความในเฟซบุ๊ก

เมื่อความสัมพันธ์คืบหน้า ผู้หญิง 72% รายงานว่าเปิดเข้าไปดูที่มาที่ไปของแฟนเก่าของแฟนในเฟซบุ๊ก

แม้กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มบางคนยังทิ้งอุปกรณ์ดิจิตอลไม่ลง กล่าวคือเมื่อมีโทรศัพท์หรือข้อความเข้ามาระหว่างทำกิจกรรมบนเตียง ผู้ตอบแบบสอบถาม 5% เหลือบดูว่าใครโทรเข้ามา และ 1% ยอมพักกิจกรรมเพื่อรับโทรศัพท์

และเมื่อไฟรักมอดดับ การบอกเลิกทางดิจิตอลเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนยุคปัจจุบัน โดยผู้หญิง 43% และผู้ชาย 27% เผยว่าบอกลาด้วยการส่งข้อความประมาณว่า ‘ไม่ใช่เธอหรอก แต่ฉันเองที่ผิด’

สำหรับคนอกหักอินเทอร์เน็ตเป็นความหวังสำหรับอนาคตข้างหน้า ผู้ตอบแบบสอบถาม 81% บอกว่าไม่ได้ลบแฟนเก่าออกจากเฟซบุ๊กและ 75% ยอมรับว่ายังคงเข้าไปดูหน้าเฟซบุ๊กของอดีตคนเคยรักเป็นระยะ


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 กุมภาพันธ์ 2554

ชี้คู่รักเตียงหักมากขึ้นเพราะ "เฟซบุ๊ก"




แม้คนส่วนใหญ่จะเชื่อว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดังอย่างเฟซบุ๊กจะช่วยให้ พวกเขาได้ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนและครอบครัวได้สะดวกมากขึ้น แต่ทว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายครอบครัวกลับออกโรงเตือนว่า เฟซบุ๊กเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ของคู่รักจำนวนไม่น้อยต้องร้าว ฉานหรือขาดสะบั้นลง...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 21 ม.ค. โดยอ้างผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายครอบครัวจากสำนักกฎหมายแห่งหนึ่งที่ออกมาเปิด เผยว่า ในปีที่ผ่านมาทางบริษัทพบปัญหาการหย่าร้างของลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่จะมีสาเหตุ เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ประเภทโซเชียล เน็ตเวิร์ค โดยในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมาพบว่ามีกรณีหย่าร้างกว่า 30 คดีเกี่ยวข้องกับเฟซบุ๊ก

เอม มา พาเทล ประธานฝ่ายกฎหมายครอบครัวแห่งสำนักทนายความฮาร์ท สเกลส์ แอนด์ ฮ็อดเจส โซลิซิเตอร์ส กล่าวว่า เว็บไซต์ประเภทเครือข่ายสังคมออนไลน์ทำหน้าที่ไม่ต่างอะไรจากการเป็น "มือที่สามแบบเสมือนจริง" ที่ทำให้คู่รักต้องหย่าร้างหรือแยกทางกัน โดยในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีคู่รัก หรือคู่สามีภรรยาหลายคู่ใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือในการหาหลักฐานจับผิดซึ่ง กันและกัน หลายคู่มีปากเสียงกันเพราะระแวงว่าคนรักของตนจะแอบปันใจให้กับคนที่รู้จัก กันผ่านทางเฟซบุ๊ก นอกจากนั้น ยังพบว่าหลายคู่เลิกรากันเพียงเพราะไม่พอใจข้อความหรือคำพูดไม่เหมาะสมต่างๆ ที่คนรักของตนไปโพสต์ไว้บนเฟซบุ๊ก ขณะเดียวกัน ยังพบข้อมูลว่า หลายคู่ที่เลิกรากันไปแล้วยังใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือในการตามไปเยาะเย้ย ถากถางซึ่งกันและกันอย่างไม่จบไม่สิ้น เช่น การนำรูปแฟนใหม่ไปโพสต์เพื่อทำร้ายความรู้สึกของอดีตคนรักที่เพิ่งเลิกรากัน ไป เป็นต้น

อย่างไรก็ดี โฆษกของเครือข่ายสังคมออนไลน์อันดับ 1 ของโลกอย่างเฟซบุ๊กซึ่งมีฐานอยู่ที่เมืองพาโล อัลโต ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียได้ออกมาตอบโต้ โดยยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระสิ้นดีที่ใครก็ตามที่มองว่า เฟซบุ๊กเป็นตัวการสำคัญในการทำลายความสัมพันธ์ เพราะในความเป็นจริงแล้ว การเลิกรากันถือเป็นเรื่องระหว่างคนสองคน ไม่เกี่ยวข้องกับเฟซบุ๊กแต่อย่างใด พร้อมย้ำว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้ใช้เฟซบุ๊กไม่ว่าจะเป็นด้านดี หรือไม่ดี ล้วนเป็นผลจากการกระทำของแต่ละบุคคลเอง.

ที่มาหนังสือพิมพ์

ผลสำรวจมะกันเผย"เฟซบุ๊ค"เป็นสาเหตุทำให้ชาวอเมริกัน 1 ใน 5 ต้องหย่าร้าง




"รอยลิปสติกเคยเป็นหลักฐานมัดความนอกใจ แต่ปัจจุบันกลายเป็นเฟซบุ๊ค "

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าผลการสำรวจกระทำโดยหน่วยงานด้านทนายความของสหรัฐระบุว่า เว็บไซต์เครือข่ายชุมชนออนไลน์ยอดฮิต"เฟซบุ๊ค"มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้ ชาวอเมริกัน 1 ใน 5 ต้องหย่าร้างกัน เนื่องจากคู่สามีภรรยาต่างพบข้อความจีบเกี้ยวของอีกฝ่าย นำไปสู่การใช้เป็นหลักฐานอ้างพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์ของอีกฝ่าย หรือทำให้เกิดความขัดแย้งที่ไม่สามารถประนีประนอมกันได้

นอกจากนี้ในหลายกรณียังพบว่า เฟซบุ๊คเป็นต้นตอทำให้คู่สามีภรรยาหันไปติดต่อกับ"ถ่านไฟเก่า"ที่พวกเขาไม่ได้เจอหน้ากันเป็นเวลาหลายปีด้วย

รายงานระบุว่าผลสำรวจพบว่าเฟซบุ๊คเป็นเครือข่ายชุมชนออนไลน์ ที่คุกคามชีวิตคู่ชาวอเมริกันมากที่สุด โดยทนายความ 66 % อ้างว่าข้อความหรือรูปถ่ายในเฟซบุ๊คของสามีภรรยาชาวอเมริกันที่จับได้ว่าอีกฝ่ายไม่ ซื่อสัตย์ ถูกนำไปเป็นหลักฐานในคดีฟ้องหย่า รองลงมาคือ มายสเปซ 15 เปอร์เซนต์ ขณะที่กรณีเช่นนี้ยังเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน กับเหตุการณ์หย่าร้างครึกโครมของดาราดัง "อีว่า ลองโกเลีย"ที่ประกาศหย่าโทนี่ ปาร์กเกอร์ สามีนักบาสเกตบอลชื่อดัง ภายหลังเธอรู้ว่าเขาได้ติดต่อกับหญิงอื่นผ่านเฟซบุ๊คด้วย

ด้านนักวิชาการชี้ว่าเขาเชื่อว่าผู้ใช้บางคนใช้เฟซบุ๊ค เพื่อสร้างโลกจินตนาการส่วนตัว และเพื่อหนีตัวเองจากภาวะไม่สมหวังในโลกปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าผู้คนไม่ควรตำหนิเฟซบุ๊คว่าเป็นสาเหตุของการหย่าร้าง เพราะจริง ๆ แล้วมันเป็นเทคโนโลยีธรรมดาประเภทหนึ่ง เมื่อพิจารณาจากก่อนหน้านี้ที่โลกก็มีอีเมล์ และโทรศัพท์ ที่สามารถทำให้คนเราล่วงรู้ความสัมพันธ์นอกใจของคู่สมรสได้เช่นกัน


มติชนออนไลน์