แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เต๋า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เต๋า แสดงบทความทั้งหมด

ปรัชญาของเต๋า

   เล่าจื้อ ผู้กำเนิดลัทธิเต๋า 

ทุกสิ่งอุบัติขึ้นด้วยการเปรียบเทียบ  


  • เมื่อคนในโลกรู้จักความสวยว่าสวย ความน่าเกลียดก็อุบัติขึ้น
  • เมื่อคนในโลกรู้จักความดีว่าดี ความชั่วก็อุบัติขึ้น
  • มีกับไม่มีเกิดขึ้นด้วยการรับรู้ ยากกับง่ายเกิดขึ้นด้วยความรู้สึก
  • ยาวกับสั้นเกิดขึ้นด้วยการเปรียบเทียบ สูงกับต่ำเกิดขึ้นด้วยการเทียบเคียง
  • เสียงดนตรีกับเสียงสามัญเกิดขึ้นด้วยการรับฟัง หน้ากับหลังเกิดขึ้นด้วยการนึกคิด
  • ปราชญ์ย่อมกระทำด้วยการไม่กระทำ เทศนาด้วยการไม่เอ่ยวาจา การงานทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงลง
  • ท่านให้ชีวิตแก่สรรพสิ่ง แต่มิได้ถือตนเองเป็นเจ้าของ ประกอบกิจการยิ่งใหญ่ แต่มิได้ประกาศให้โลกรู้
  • เหตูที่ท่านไม่ปรารถนาในเกียรติคุณ เกียรติคุณของท่านจึงดำลงอยู่ไม่สูญสลาย.

..........................................................................

 มิได้อยู่เพื่อตนเอง 


  • ฟ้ามีอายุยาวนาน ดินมีอายุยาวนาน เหตุเพราะฟ้าและดินมิได้ดำรงอยู่เพื่อตนเอง   จึงอยู่ได้คงทน
  • ปราชญ์ย่อมตั้งตนอยู่รั้งท้าย และก็จะกลับกลายเป็นหน้าสุด
  • ละเลยตนเอง แต่กลับมีชีวิตอยู่ได้ด้วยดี
  • เพราะปราชญ์มิได้อยู่เพื่อตนเองหรือมิใช่ ตัวตนของท่านจึงถึงซึ่งความสมบูรณ์.

..............................................................

 กากเดนแห่งคุณความดี   


  • ผู้ที่ยืนเขย่งบนปลายเท้าจะยืนได้ไม่มั่นคง ผู้ที่เดินเร็วเกินไปจะเดินได้ไม่ดี
  • ผู้ที่แสดงตนให้ปรากฎจะไม่เป็นที่รู้จัก ผู้ที่ยกย่องตนเองจะไม่มีใครเชื่อถือ
  • ผู้ที่ลำพองจะไม่ได้เป็นหัวหน้าในหมู่คน
  • สิ่งเหล่านี้ในทัศนะของเต๋าแล้วย่อมเรียกได้ว่า กากเดนและเนื้อร้ายของคุณความดี อันเป็นสิ่งที่พึงเหยียดหยาม ดังนั้นบุคคลผู้ยึดมั่นในหนทางแห่งเต๋า พึงหลีกเลี่ยงจากสิ่งเหล่านี้


 รู้จักตนเอง   


  • ผู้ที่เข้าใจคนอื่นคือผู้รอบรู้ ผู้ที่เข้าใจตนเองคือผู้รู้แจ้ง
  • ผู้ที่มีชัยต่อคนอื่นคือผู้มีกำลัง ผู้ที่มีชัยต่อตนเองคือผู้เข้มแข็ง
  • ผู้ที่มักน้อยคือผู้ร่ำรวย ผู้ที่มีมานะพยายามคือผู้มีความหวัง
  • ผู้ที่อยู่ในสถานะอันเหมาะสมของตนเอง ย่อมอยู่ได้นาน
  • ถึงแม้ผู้นั้นจะสิ้นชีวิตไปแล้ว แต่คุณความดียังอยู่สืบไป.

................................................

 ชนะแข็งด้วยอ่อน   


  • ผู้ที่ถูกลดทอน จะต้องมีมาก่อน
  • ผู้ที่อ่อนแอ จะต้องเข้มแข็งมาก่อน
  • ผู้ที่ตกต่ำ จะต้องยิ่งใหญ่มาก่อน
  • ผู้ที่ได้รับ จะต้องให้มาก่อน
  • ความอ่อนละมุนมีชัยเหนือความแข็งกร้าว
  • ควรปล่อยให้มัจฉาอยู่ในสระลึกจะดีกว่า เหมือนดั่งเก็บงำศัตราวุธทั้งมวล ของบ้านเมืองไว้มิให้ใครแลเห็น.

......................................................

 ระดับสูง 


  • เมื่อคนในระดับสูงได้รับฟังเต๋า ก็ปฎิบัติตามอย่างมีมานะ
  • เมื่อคนในระดับปานกลางได้รับฟังเต๋า บางครั้งก็เข้าใจบ้างครั้งก็ไม่เข้าใจ
  • เมื่อคนในระดับต่ำสุดได้รับฟังเต๋า ก็หัวเราะเยาะด้วยเสียงอันดัง หากมิถูกหัวเราะเยาะก็คงจะมิใช่เต๋าแล้ว
  • ดังนั้นจึงมีคำกล่าวไว้ว่า เต๋าอันกระจ่างแจ้งคล้ายดังมืดมน
  • เต๋าอันรุดหน้าคล้ายดังถดถอย เต๋าอันราบรื่นคล้ายดั่งขรุขระ
  • สีขาวบริสุทธิ์คล้ายดั่งมืดดำ คุณความดีอันสูงสุดคล้ายดั่งต้อยต่ำ
  • คุณความดีอันเลอเลิศคล้ายดั่งบกพร่อง   
  • คุณความดีอันหนักแน่นคล้ายเลื่อนลอย
  • ธรรมชาติอันง่าย ๆ คล้ายดั่งแปรเปลี่ยน
  • รูปจตุรัสที่ใหญ่ที่สุดนั้นไม่มีมุม ภาชนะที่ใหญ่สุดนั้นไม่เคยสร้างสำเร็จ
  • เสียงดนตรีอันยิ่งใหญ่นั้นยากที่จะได้ยิน ภาพอันยิ่งใหญ่นั้นไม่อาจมองเห็น
  • เต๋าอันเคลือบคลุมซ่อนเร้นนั้นไร้ชื่อ
  • มีเพียงเต๋าเท่านั้นที่เสริมสร้างบำรุงเลี้ยง และให้ความสมบูรณ์แก่สรรพสิ่ง

............................................................

 คล้าย 


  • สิ่งที่สมบูรณ์ที่สุด คล้ายดั่งมีความบกพร่องอยู่ แต่คุณประโยชน์ของมันไม่มีที่สิ้นสุด
  • สิ่งที่เต็มเปี่ยมที่สุด คล้ายดั่งมีความว่างเปล่าอยู่ แต่คุณประโยชน์ของมันไม่มีที่สิ้นสุด
  • ที่ตรงที่สุดคล้ายดังคดงอ ที่ชาญฉลาดที่สุดคล้ายดังโง่เขลา
  • ที่เปี่ยมด้วยโวหารคล้ายดังขัดข้องติดอ่าง
  • เมื่อเคลื่อนไหวทำให้หายหนาว เมื่อหยุดนิ่งทำให้หายร้อน ผู้มีความนิ่งมีความสงบ จึงเป็นแบบอย่างอันเลอเลิศของจักรวาล

.................................................

  หยั่งรู้  


  • โดยมิได้ย่างเท้าออกนอกประตู ก็อาจรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลก
  • โดยมิได้มองออกนอกหน้าต่าง ก็อาจเห็นเต๋าแห่งสรวงสวรรค์
  • ยิ่งเดินทางแสวงหาไกลออกไปเท่าใด ยิ่งรู้น้อยลงเท่านั้น
  • ดังนั้นปราชญ์อาจรู้โดยมิต้องเดินทาง อาจเข้าใจโดยมิต้องมองเห็น อาจสัมฤทธิ์ผลโดยมิต้องกระทำ

.............................

 คุณความดีอันล้ำลึก   


  • เต๋าให้กำเนิดแก่สรรพสิ่ง คุณธรรมให้การบำรุงเลี้ยง
  • วัตถุธาตุให้รูปทรง สิ่งแวดล้อมช่วยทำให้สมบูรณ์ ดังนั้นสรรพสิ่งในสากลจักรวาล จึงเทิดทูนเต๋าและยกย่องคุณธรรม
  • เต๋าได้รับการเทิดทูนและคุณธรรมได้รับการยกย่องมิใช่ด้วยการบังคับขู่เข็ญของผู้ใด แต่เป็นไปด้วยตนเอง
  • เต๋าให้กำเนิด คุณธรรมให้การบำรุงเลี้ยง ทำให้สรรพสิ่งเติบโตแผ่ขยาย ให้สถานที่พักอาศัย เลี้ยงดูและปกปักรักษา
  • ให้กำเนิดแต่มิได้ครอบครอง บำรุงเลี้ยงแต่มิได้ถือเป็นความดี
  • มีความยิ่งใหญ่แต่มิได้เข้าบังคับบัญชา นี่คือคุณธรรมอันล้ำลึก

................................................

 เหนือโลก 


  • ผู้ที่รู้ไม่พูด ผู้ที่พูดไม่รู้
  • ถมช่องว่าง
  • ปิดประตู
  • ที่คมทำให้ทื่อ
  • ที่ยุ่งแก้ให้หลุด
  • ที่กระจ่างเกินไป ก็ลดลงเสียบ้าง
  • ที่วุ่นวายหลีกให้พ้น นี่คือเอกภาพอันล้ำลึก


เมื่อทำได้ดังนี้ ทั้งความรักและความเกลียดก็ไม่อาจแผ้วพานการได้ หรือการสูญเสียก็ไร้ความหมายมีเกียรติหรือต่ำต้อยก็มีผลเท่ากัน

ผู้ที่ทำได้ดังนั้นจึงเป็นผู้มีเกียรติสูงสุดอย่างแท้จริงในโลกนี้
................

 ยากกับง่าย  


  • ทำด้วยการไม่กระทำ   ดูแลด้วยการไม่ดูแล
  • ลิ้มรสด้วยการไม่ลิ้มรส   
  • ถือที่เล็กเสมือนใหญ่
  • ถือที่น้อยเสมือนมาก   
  • ตอบแทนความชั่วด้วยความดี
  • จัดการกับสิ่งที่ยุ่งยากในขณะที่ยังง่าย   
  • จัดการกับสิ่งที่ใหญ่ในขณะที่ยังเล็ก
  • ปัญหาที่แก้ยากของโลก จะต้องแก้ไขในขณะที่ยังง่ายอยู่ ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของโลก จะต้องแก้ไขขณะที่ยังเล็กอยู่

ดังนั้นการที่ปราชญ์ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานใหญ่ งานอันยิ่งใหญ่ก็สำเร็จลง.
......................................................

 เริ่มทำเมื่อยังง่าย   


  • สิ่งที่อยู่นิ่งง่ายที่จะเก็บรักษา สิ่งที่ยังไม่เกิดง่ายที่จะป้องกัน
  • สิ่งที่อ่อนนุ่มง่ายที่จะฉีกขาด    
  • สิ่งที่เบาบางง่ายที่จะปลิวฟุ้ง
  • จัดการก่อนที่เหตุจะเกิด จัดระเบียบก่อนที่จะยุ่งเหยิง
  • ไม้ใหญ่เต็มโอบเริ่มจากหน่อเล็ก   เก๋งสูงเก้าชั้นเริ่มจากก้อนดิน
  • ทางไกลพันลี้เริ่มจากการเดินหนึ่งก้าว
  • ผู้ที่ทำจะล้มเหลว ผู้ที่จับยึดจะลื่นหลุด ด้วยปราชญ์มิได้กระทำจึงมิล้มเหลว
  • มิได้จับยึด จึงมิลื่นหลุด
  • กิจการงานของผู้คนมักจะล้มเหลวเมื่อใกล้สำเร็จ ด้วยการใช้ความระมัดระวังในตอนท้ายให้เท่ากับเริ่มแรกความล้มเหลวย่อมจะไม่เกิดขึ้น
  • ดังนั้นปราชญ์ย่อมปรารถนาในสิ่งที่คนอื่นไม่พึงปรารถนา และไม่ให้คุณค่าแก่จุดหมายที่บรรลุได้ยาก
  • เรียนรู้ในสิ่งที่ผู้อื่นมิได้รู้ รื้อฟื้นสิ่งที่คนมากมายได้หลงลืม
  • ท่านได้ช่วยทำให้ทุกสิ่งเติบโตและเป็นไปตามธรรมชาติ แต่มิได้หาญไปยุ่งเกี่ยวกับกฎธรรมชาติ

................................

 การไม่แข่งขัน 


  • ทหารที่กล้าหาญไม่ดุร้าย นักสู้ที่ดีไม่โกรธง่าย
  • ผู้พิชิตที่ยิ่งใหญ่ไม่สู้ในเรื่องเล็กน้อย ผู้รู้จักเลือกใช้คนได้ดีย่อมตั้งตนต่ำกว่าผู้อื่น

นี่คือคุณความดีของการไม่แข่งขันช่วงชิง นี่คือความสามารถในการช่วงใช้คน นำไปสู่สถานะอันสูงส่ง   เคียงคู่กับฟ้าอันมีมาแต่ก่อนเก่าก่อน
..........................................

 ความอ่อนโยนมีชัยต่อทุกสิ่ง 


  • ไม่มีสิ่งใดจะอ่อนนุ่มไปกว่าน้ำ และไม่มีสิ่งใดจะยิ่งไปกว่าน้ำ ในการมีชัยเหนือสิ่งที่แข็ง นับว่าไม่อาจหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบและทดแทน
  • ความอ่อนแอมีชัยต่อความแข็งแรง
  • ความอ่อนโยนมีชัยต่อความแข็งกระด้าง
  • ไม่มีใครที่ไม่รู้ แต่ไม่มีใครปฎบัติ
  • ผู้ที่สามารถรับการใส่ร้ายของโลกได้ สมควรที่จะเป็นผู้ดูแลรักษาอาณาจักร ผู้ที่ทนแบกรับบาปโทษของโลกไว้ได้   สมควรเป็นกษัตริย์ปกครองโลก
  • คำพูดที่ตรงไปตรงมานั้น ดูคล้ายเป็นคำที่บิดเบี้ยวและเป็นคำเท็จ

........................................................

 ถ้อยคำที่แท้   


  • คำจริงนั้นฟังดูไม่ไพเราะ คำที่ไพเราะนั้นไม่มีความจริง
  • คนดีมิได้พิสูจน์โดยการถกเถียง คนที่ถกเถียงเก่งไม่ใช่คนดี
  • คนฉลาดรู้ไม่มาก คนรู้มากไม่ฉลาด
  • ปราชญ์ย่อมไม่สะสมเพิ่มพูนเพื่อตนเอง ชีวิตของท่านอยู่เพื่อผู้อื่น 
  • ท่านกับยิ่งร่ำรวยขึ้นเมื่อท่านบริจาคแก่ผู้อื่นดังนั้นท่านยิ่งมีขึ้นทับทวี
  • วิถีแห่งเต๋านั้นมีแต่คุณไม่เคยมีโทษ วิถีแห่งปราชญ์นั้นมีแต่ทำการให้สำเร็จโดยไม่แก่งแย่งแข่งขัน
บทความที่เกี่ยวข้อง

ศาสนาเต๋า: แนวคิดและหลักคำสอนที่สำคัญ





เล่าจื้อ ผู้กำเนิดลัทธิเต๋า


ลัทธิเต๋า (เล่าจื้อ)

ประวัติความเป็นมาและต้นกำเนิดของลัทธิเต๋า ผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋ามีชื่อเดิมว่า หลีโอว แต่รู้จักกันทั่วไปว่าเล่าจื้อ เล่าจื้อเป็นนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงมากผู้หนึ่ง ความคิดเห็นส่วนใหญ่ของเล่าจื้อปรากฎอยู่ในหนังสือ เต๋าเตอเชง ปรัชญาในหนังสือนี้มีอิทธิพลแก่ความคิดและศิลปวิทยาของจีนเป็นอย่างยิ่ง หนังสือเต๋าเตอเชงนี้ส่วนใหญ่บรรจุข้อเขียนเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในชีวิต เช่นผู้ที่รอบรู้มักจะไม่พูดมาก และผู้ที่พูดมากมักจะไม่รู้

แนวคิดและหลักคำสอน ลัทธิเต๋าเป็นลัทธิที่จะทำความเข้าใจได้ยาก เพราะการเข้าถึงลัทธินี้จะต้องมีสัมผัสพิเศษที่สามารถเข้าถึงภาวะความจริงได้ ผู้นิยมลัทธิเต๋าเองก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ที่จะเข้าใจความจริงเกี่ยวกับชีวิตและโลกโดยการคิดและการใช้เหตุผล หรือโดยการกระทำแต่ความดี การแสวงหาเต๋าหรือทางนี้ อาจทำได้ด้วยการปฏิเสธที่จะรับว่าตนเองเป็นผู้มีวิชาหรือผู้รอบรู้ และให้อยู่อย่างสงบ ใช้ชีวิตง่ายๆ กับธรรมชาติ ความรู้มิใช่เป็นของดี หากแต่ช่วยเสริมสร้างความชั่วให้ตามเวลามากหรือน้อยเท่าที่เรียนมา ดังที่ปรากฎในหนังสือที่แสดงความคิดของเล่าจื้อว่า ผู้ที่มีความสามารถมักจะไม่ถกเถียงกันด้วยเรื่องต่างๆ การทะเลาะถกเถียงกันแสดงถึงการไร้สมรรถภาพ


อิทธิพลของศาสนาเต๋าที่มีต่อสังคมจีน

ศาสนาเต๋า ได้รับการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ผู้ถูกกดขี่ แต่คนชนชั้นที่มีการศึกษาดี ไม่มีใครนิยมชมชอบนัก ผลก็คือเต๋าจึงค่อยๆ เสื่อมไป และต่อมาคนส่วนมากยังศรัทธาในลัทธิแบบเชื่อในโชคลางและไสยศาสตร์ยิ่งทำให้พวกนับถือลัทธิของขงจื้อพากันเหยียดหยาม ด้วยเหตุเพราะลัทธิเหยียดหยามลัทธิเต๋านี่เอง คนเลยไม่สนใจวิทยาศาสตร์ ดังนั้นประเทศจีนจึงเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์น้อยเกินไป เพราะไปหลงตำหนิลัทธิเต๋า ขณะที่ในความเป็นจริงลัทธิเต๋านั้นกลับเป็นผู้ค้นพบเรื่องทางวิทยาศาสตร์มาก่อนชนชาติใดๆ ด้วยซ้ำ ตัวอย่างเช่น การประดิษฐ์ดินปืน และจากการที่ผู้นิยมลัทธิเต๋ามักมุ่งเน้นค้นหาความจริงเกี่ยวกับชีวิต และมักหนีปัญหาต่างๆ ด้วยการไปชีวิตใกล้ธรรมชาติ ส่งผลให้ค้นพบการบำบัดรักษาโลกด้วยสมุนไพร อันเป็นต้นกำเนิดแห่งวิวัฒนาการด้านความรู้ทางการแพทย์อีกด้วย
ยาสีฟันสมุนไพรพฤกษาเฮิร์บ แนวคิด

1. ศาสนาเต๋าเกิดในประเทศจีน ประมาณ 61 ปี ก่อนพุทธศักราช เริ่มแรกนั้นยังไม่เป็นศาสนา เป็นเพียงปรัชญาเท่านั้น ไม่มีพิธีกรรม ไม่มีข้อปฏิบัติอะไรเป็นพิเศษมากไปกว่าข้อคิดและคำสอน ต่อมาภายหลังจึงได้พัฒนาขึ้นเป็นศาสนาที่มีองค์ประกอบตามลักษณะของศาสนา ศาสนาเต๋าเป็นอเทวนิยม โดยมีศาสดาของศาสนาคือเล่าจื๊อ

2. ศาสนาเต๋ามีพิธีกรรมที่สำคัญดังนี้ พิธีบริโภคอาหารเจ พิธีปราบผีปีศาจ พิธีไล่ผีร้าย พิธีส่งวิญาณผู้ตาย และพิธีกราบไหว้บูชาวิญญาณของบรรพบุรุษ จุดหมายปลายทางสูงสุดของชีวิตของศาสนาเต๋า อันเป็นความสุขที่แท้จริงและนิรันดร์ก็คือ เต๋า การที่จะเข้าถึงเต๋า หรือรวมอยู่กับเต๋าเป็นเอกภาพเดียวกันได้ จะต้องบำเพ็ญตนให้ดำเนินไปตามทางของธรรมชาติ ให้มีความ สงบระงับ ครองชีวิตในทางที่กลมกลืนกับธรรมชาติสามารถทำใจให้สงบตามทางของ ธรรมชาติ(เต๋า) ชาวเต๋าเชื่อว่าชีวิตในโลกนี้มีครั้งเดียว จากนั้นไปสู่โลกวิญญาณชั่วนิรันดร

3. ศาสนาเต๋ามีอยู่หลายนิกาย แต่ว่ามีนิกายใหญ่ๆ 2 นิกาย คือนิกายเช็ง-อิ และนิกายชวน-เชน ศาสนาเต๋ามีสัญลักษณ์เป็นรูปเล่าจื้อขี่กระบือ และสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งคือรูปหยิน-หยาง

4. ฐานะปัจจุบันของศาสนา ปัจจุบันนี้ศาสนิกของศาสนาเต๋ามีประมาณ 183 ล้านคน กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ ที่ชาวจีนอาศัยอยู่มาก เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่ อยู่ในประเทศจีน

5. คัมภีร์ของลัทธิเต๋า คือคัมภีร์เต้าเตกเกง หลักคำสอนที่สำคัญมีดังนี้


5.1 สมบัติอันเป็นรัตนะ (แก้ว) 3 ประการ

สิ่งที่ท่านเล่าจื๊อสอนให้บำเพ็ญให้เกิดให้มีในทุกๆ คน เพื่อความอยู่ดีของสังคม ก็คือ รัตนะ 3 ประการ ดังที่เล่าจื๊อได้กล่าวไว้ว่า "ชาวโลกทั้งปวงกล่าวว่าข้าพเจ้าเป็นนักปราชญ์ ข้าพเจ้าหาได้เป็นดังคำกล่าวของคนทั้งหลาย แต่ข้าพเจ้ามีสมบัติอันเป็นแก้ว 3 ประการ อยู่ในตัวข้าพเจ้า ที่คนทั้งหลายควรดูแลและรักษากันไว้ให้ดีคือ

1. ความเมตตากรุณา

2. ความกระเหม็ดกระแหม่

3. ความอ่อนน้อมถ่อมตน

เพราะมีความเมตตากรุณา บุคคลก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น

เพราะมีความกระเหม็ดกระแหม่ บุคคลก็ร่ำรวยได้

เพราะมีความอ่อนน้อมถ่อมตน บุคคลก็สามารถมีสติปัญญาเจริญเต็มที่ได้

ถ้าละทิ้งเมตตากรุณา รักษาไว้แต่ความกล้าหาญ

ถ้าละทิ้งความสำรวม รักษาไว้แต่อำนาจ

ถ้าละทิ้งการตามหลัง แต่ชอบรุดออกหน้าเขาก็ตาย"


5.2 ชีวิตจะดีได้ต้องกลมกลืนกับธรรมชาติ

เล่าจื๊อสอนให้คนเราดำเนินชีวิตให้กลมกลืนกับธรรมชาติให้มากที่สุด คนจะทำดีและทำชั่วไม่ต้องมีกฎหมายบังคับ แต่ปล่อยให้ธรรมชาติให้คุณและลงโทษเอง ให้เอาธรรมะเข้าสู้อธรรม เอาความสัตย์เข้าสู้อสัตย์ เอาความดีเข้าสู่ความชั่ว ดังที่ว่า

"คนที่ดีต่อเรา เราก็ดีต่อ

คนที่ไม่ดีต่อเรา เราก็ดีต่อด้วย

เพราะฉะนั้นทุกคน จึงควรเป็นคนดี

คนที่ซื่อสัตย์ต่อเรา เราก็ซื่อสัตย์ต่อด้วย

คนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อเรา เราก็ซื่อสัตย์ต่อด้วย

เพราะฉะนั้น ทุกคน จึงควรเป็นคนซื่อสัตย์"

หรือสอนให้เอาความอ่อนโยนสู้ความแข็งกร้าว (Gentles overcome strengths) ดังที่ว่า

"เมื่อคนเราเกิดนั้น เขาอ่อนและไม่แข็งแรง

แต่เมื่อตาย เขาแข็งและกระด้าง

เมื่อสัตว์และพืชยังมีชีวิต ก็อ่อนและดัดได้

แต่เมื่อตาย ก็เปราะและแห้ง

เพราะฉะนั้น ความแข็งและความกระด้าง จึงเป็นพวกพ้องของความตาย

ความอ่อนและความสุภาพ จึงเป็นพวกพ้องของความเป็น

ด้วยเหตุนี้ เมื่อกองทัพแข็งกร้าว จึงแพ้ในสงคราม

เมื่อต้นไม้แข็ง จึงถูกโค่นลง"

"สิ่งที่ใหญ่และแข็งแรง จะอยู่ข้างล่าง

สิ่งที่สุภาพและอ่อนโยน จะอยู่ข้างบน..."



5.3 ลักษณะคนดีและชีวิตที่มีสุขสูงสุด

เล่าจื๊อสอนว่า "คนดีที่สุดมีลักษณะเหมือนน้ำ น้ำทำประโยชน์ให้แก่ทุกสิ่ง และไม่พยายามแก่งแย่งแข่งดีกับสิ่งใดๆ เลย น้ำขังอยู่ในที่ต่ำที่สุด ซึ่งเป็นที่ใกล้เต๋า..." (สิ่งทั้งหลายเจริญเติบโตขึ้นมาด้วยน้ำ แต่น้ำไม่พยายามจะเลื่อนตัวเองให้ไปอยู่ระดับสูง น้ำกลับพอใจอยู่ในที่ต่ำที่ทุกสิ่งทุกอย่างพยายามหลีกเลี่ยง นี่แหละคือลักษณะหรือธรรมชาติของ "เต๋า" )

ชีวิตที่เป็นไปง่ายๆ ไม่มีการแก่งแย่งแข่งเด่น แข่งดี ปล่อยให้เป็นไปตามวิวัฒนาการของธรรมชาติไม่มีการดิ้นรนเพื่อแสวงหาตำแหน่ง หน้าที่ ให้เกิดอำนาจแก่ตน ทำประโยชน์ให้ ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนคือ ชีวิตที่มีสุขสูงสุด ตามทรรศนะของเล่าจื๊อ



5.4 ความบริสุทธิ์อันยิ่งใหญ่ 3 ประการ

สิ่งที่เล่าจื๊อสอนให้บุคคลเห็นและต้องถือเป็นหลักสำคัญของศาสนาเต๋าคือ ความบริสุทธิ์อันยิ่งใหญ่ 3 ประการ ดังนี้

1. สาระหรือรากฐานเดิม (ซิง) ข้อนี้มุ่งถึงสวรรค์ เรียกว่า วู-ซิง เทียนชุน หรือเทียน-เปาชุน โดยบุคลาธิษฐานเป็นมหาเทพสถิตอยู่ในอาณาจักรแห่งความบริสุทธิ์ มี พระวรกายเป็นหยก ทรงเปล่งรัศมีดุจแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ให้คนเห็นความจริงในโลก

2. พลัง (จิ) คือ พลังแห่งสติปัญญาความสามารถ เรียกว่า วูซี-เทียนชุน หรือ หลิงเปาชุน โดยบุคลาธิษฐานเป็นมหาเทพ สถิตอยู่ในอาณาจักรแห่งความบริสุทธิ์ ทรงแบ่งเวลาออกเป็นวัน คืน ฤดู ทรงเป็นเจ้าแห่งธรรมชาติคู่แห่งโลก คือ หยางและหยิน (ในโลกนี้ล้วนมีคู่ เช่น มืด สว่าง, พระอาทิตย์ พระจันทร์, หญิง ชาย เป็นต้น)

3. วิญญาณ เรียกว่า ฟานซิง-เทียนชุน หรือเชนเปาชุน โดยบุคลาธิษฐานเป็นจอมแห่งวิญญาณทั้งหลาย สถิตอยู่ในอาณาจักรอันเป็นอมตะของอมรทั้งปวง และเป็นผู้ทรงความบริสุทธิ์ยิ่ง เป็นมหาเทพเท่ากับตัวเล่าจื๊อผู้เป็นวิญญาณบริสุทธิ์อวตารลงมาสั่งสอนมนุษย์ ถ้าจะเปรียบก็เท่ากับปรมาตมันหรือพระพรหมในศาสนาพราหมณ์


5.5 ปรัชญาในการดำเนินชีวิต 4 ประการ ชีวิตจะดีได้จะต้องดำเนินแนวทางดังนี้

1. จื้อไจ คือ รู้จักตัวของตัวเองให้ถูกต้อง

2. จื้อเซง คือ ชนะตัวเองให้ได้

3. จื้อจก คือ มีความรู้จักพอด้วยตนเอง

4. จี่อีเต๋า คือ มีเต๋าเป็นอุดมคติ



หลักความเชื่อและจุดหมายสูงสุด

ปรัชญาเต๋าเชื่อว่าเต๋าเป็นธรรมชาติที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นพลังแห่งความดีงามสูงสุดทุกอย่าง เพราะฉะนั้นแต่ละคนควรมุ่งเข้าถึงเต๋าและใครที่สามารถเข้าถึงเต๋าก็จะเป็นอมตะบุคคล หรืออาจเรียกได้หลายอย่างเช่น สัตยบุคคลบ้าง ฤาษี เทพเจ้า ผู้วิเศษ โดยอมตบุคคลแบ่งเป็น 2 แบบ คืออมตบุคคลป่า และอมตบุคคลบ้าน คือ ฤาษีที่หลีกหนีจากสังคมอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร หาความวิเวกมีเต๋าเป็นจุดหมาย จวงจื๊อได้กล่าวถึงฤาษีประเภทนี้ไว้ว่า

ณ ภูเขาโกเซียซัวอันไกลลิบมีมนุษย์ทิพย์อยู่คนหนึ่งมีผิวขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ กิริยามารยาทอ่อนโยนสงบเสงี่ยมดุจดรุณีสาว มีลมและน้ำค้างเป็นอาหาร ใช้ปุยเมฆบ้าง มังกรบ้าง เป็นพาหนะเที่ยวไปทั่วมหาสมุทรทั้ง 4 และเนื่องจากมีสมาธิแก่กล้าจึงสามารถบันดาลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ในที่ที่ท่านผ่านไป... อันตรายทั้งหลายไม่สามารถกล้ำกลายทำร้ายท่านได้ แม้น้ำท่วมโลกก็ไม่อาจท่วมท่าน ไฟที่ร้อนแรงที่สุดสามารถเผาก้อนหินหรือเหล็กให้ละลายได้ก็ไม่อาจทำอันตราย ท่านได้ หรืออากาศจะเย็นเป็นหิมะทำลายสิ่งทั้งหลาย ก็ไม่อาจทำให้ท่านหนาวตาย...

สรุปแล้วไม่มีอะไรสามารถทำให้ท่านเดือดร้อนหวาดหวั่นพรั่นพรึงได้ ส่วนฤาษีบ้านยังตั้งอาศรมอยู่ใกล้เมืองยังเกี่ยวข้องกับสังคม แต่ก็ไม่ถูกอารมณ์โลกครอบงำ เพราะรู้แจ้งแทงตลอดในเต๋า จึงไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ สัตยบุคคลเวลาหลับก็ไม่ฝันเวลาตื่นก็ไม่วิตกกังวล ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ยินดีในการเกิดไม่ยินร้ายต่อการตาย เห็นความเกิดและความตายเป็นเรื่องธรรมดา

ส่วนความเชื่อของศาสนาเต๋าแบบเต๋าเจียว ก็เป็นไปในทางอภินิหารและความลี้ลับ อย่างเช่นจาง เต๋า หลิง ผู้นำศาสนาเต๋าในคริสต์ศตวรรษที่ 2 ก็ได้ไปตั้งสำนักที่ภูเขา โฮ หมิง ซาน มณฑลเสฉวน กล่าวกันว่า จาง เต๋า หลิง ได้พบกับเล่าจื๊อซึ่งกลายเป็นอมตะที่นั่น เล่าจื๊อได้สอน จาง เต๋า หลิงว่า มีภูตผีปีศาจร้ายมากมายอยู่ทั่วไป คอยนำโรคและความตายตลอดทั้งความหายนะต่างๆ มาให้มนุษย์ ดังนั้นมนุษย์จึงควรรู้วิธีที่จะเอาชนะวิญญาณร้ายเหล่านั้น เพื่อจะได้มีชีวิตยืนยาว ไม่เจ็บป่วยและถ้าเก่งกล้าคาถาอาคมมากก็อาจนำภูตผีปีศาจร้ายมาใช้งาน เช่น ให้ออกรบแทนทหารได้ นอกจากนี้เล่าจื๊อยังได้มอบดาบกายสิทธิ์ 2 เล่มให้จาง เต๋า หลิง ด้วย

สำหรับจุดมุ่งหมายสูงสุดของทั้ง 2 นิกายก็เพื่อเข้าถึงเต๋าเหมือนกันจะต่างก็แต่แบบ เต๋า เจีย มุ่งเข้าถึง เต๋า จิตจะมีแต่ความสงบสุขเพราะรู้เท่าทันความจริง ส่วนแบบเต๋า เจียวมุ่งเข้าหาเต๋า เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ทำเสน่ห์เล่ห์กล ดูโชคชะตา รักษาโรค คงกะพันชาตรี และเหาะเหินเดินอากาศ


บทความที่เกี่ยวข้อง