แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เฟสบุ้ค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เฟสบุ้ค แสดงบทความทั้งหมด

กฎหมายรัฐมิสซูรีจัดหนัก สั่งห้ามอาจารย์-ลูกศิษย์ เป็น"เพื่อน"ทางเฟซบุ๊ค



รัฐมิสซูรีของสหรัฐฯ ออกกฎหมายซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ โดยห้ามอาจารย์และลูกศิษย์เป็นเพื่อนกันทาง"เฟซบุ๊ค"

โดยกฎหมายใหม่ฉบับนี้ จะเป็นกฎหมายฉบับแรกในสหรัฐฯที่ห้ามนักเรียน-นักศึกษา และครู-อาจารย์ ติดต่อกันทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ หลังจากกฎหมายมาตรา 54 ได้รับการอนุมัติจากผู้ว่าการรัฐมิสซูรีเมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าห้ามทั้งสองฝ่ายติดต่อกันผ่านเว็บไซต์สังคมออนไลน์ทุกประเภท ไม่เฉพาะแต่เฟซบุ๊คเท่านั้น

มาตราดังกล่าว เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "กฎหมายเพื่อการป้องกันนักเรียน-นักศึกษา เอมี เฮสเทียร์" (Amy Hestir Student Protection Act) ซึ่งได้รับการพิจารณาแล้วว่าสามารถช่วยป้องกันการประพฤติมิชอบทางเพศของวิชาชีพครูอย่างได้ผล ทั้งนี้ ชื่อดังกล่าว ตั้งชื่อตามเด็กหญิงชาวมิสซูรีรายหนึ่งที่ถูกข่มเหงและถูกประทุษร้ายร่างกายจากครูสมัยมัธยมต้นของเธอ ตามข้อมูลของเว็บไซต์ออล เฟซบุ๊ค (allfacebook.com) ระบุว่า ครูคนดังกล่าวได้ย้ายไปทำงานในหลายโรงเรียน และเคยได้รับการยกย่องให้เป็น"ครูดีเด่นแห่งปี"

นอกจากนั้น เนื้อหาในกฎหมายดังกล่าวยังระบุว่า ให้โรงเรียนประจำเมืองทุกแห่งต้องปรับปรุงนโยบายขึ้นใหม่ โดยเฉพาะอย่างการติดต่อกันระหว่างลูกศิษย์และอาจารย์ผ่านช่องทางการสื่อสารทางออนไลน์ทุกประเภท นอกจากนั้น ยังกำหนดให้โรงเรียนต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย หากบกพร่องต่อการสืบหาข้อมูลอ้างอิงว่าครูคนดังกล่าว ก่อนหน้าที่เคยมีประวัติที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเพศหรือไม่

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีการห้ามให้ทั้งสองฝ่ายติดต่อกันโดยตรง แต่ครูก็ยังสามารถเปิดเพจทางเพซบุ๊ค เพื่อให้นักเรียนมาลงทะเบียนเป็น"แฟน"ได้ตามปกติ

ขณะที่กฎหมายระบุว่าห้ามครูเป็นเพื่อนกับทั้งอดีตนักเรียน และนักเรียนปัจจุบัน แต่ก็ยังเปิดช่องให้มีการตีความได้ว่า "นักเรียนของใคร"ที่อาจเป็นเพื่อนไม่ได้? เฉพาะนักเรียนในชั้นของตน หรือนักเรียนจากโรงเรียนอื่นด้วยหรือไม่? หากว่าเขาเรียนจบแล้ว จะสามารถเป็นเพื่อนได้หรือไม่? หรือหากว่าเขาย้ายไปโรงเรียนอื่น ขึ้นชั้นเรียนใหม่ หรือย้ายไปเมืองใหม่? และที่สำคัญ เราจะสามารถจับผิดได้อย่างไร?

ผลสำรวจมะกันเผย"เฟซบุ๊ค"เป็นสาเหตุทำให้ชาวอเมริกัน 1 ใน 5 ต้องหย่าร้าง




"รอยลิปสติกเคยเป็นหลักฐานมัดความนอกใจ แต่ปัจจุบันกลายเป็นเฟซบุ๊ค "

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าผลการสำรวจกระทำโดยหน่วยงานด้านทนายความของสหรัฐระบุว่า เว็บไซต์เครือข่ายชุมชนออนไลน์ยอดฮิต"เฟซบุ๊ค"มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้ ชาวอเมริกัน 1 ใน 5 ต้องหย่าร้างกัน เนื่องจากคู่สามีภรรยาต่างพบข้อความจีบเกี้ยวของอีกฝ่าย นำไปสู่การใช้เป็นหลักฐานอ้างพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์ของอีกฝ่าย หรือทำให้เกิดความขัดแย้งที่ไม่สามารถประนีประนอมกันได้

นอกจากนี้ในหลายกรณียังพบว่า เฟซบุ๊คเป็นต้นตอทำให้คู่สามีภรรยาหันไปติดต่อกับ"ถ่านไฟเก่า"ที่พวกเขาไม่ได้เจอหน้ากันเป็นเวลาหลายปีด้วย

รายงานระบุว่าผลสำรวจพบว่าเฟซบุ๊คเป็นเครือข่ายชุมชนออนไลน์ ที่คุกคามชีวิตคู่ชาวอเมริกันมากที่สุด โดยทนายความ 66 % อ้างว่าข้อความหรือรูปถ่ายในเฟซบุ๊คของสามีภรรยาชาวอเมริกันที่จับได้ว่าอีกฝ่ายไม่ ซื่อสัตย์ ถูกนำไปเป็นหลักฐานในคดีฟ้องหย่า รองลงมาคือ มายสเปซ 15 เปอร์เซนต์ ขณะที่กรณีเช่นนี้ยังเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน กับเหตุการณ์หย่าร้างครึกโครมของดาราดัง "อีว่า ลองโกเลีย"ที่ประกาศหย่าโทนี่ ปาร์กเกอร์ สามีนักบาสเกตบอลชื่อดัง ภายหลังเธอรู้ว่าเขาได้ติดต่อกับหญิงอื่นผ่านเฟซบุ๊คด้วย

ด้านนักวิชาการชี้ว่าเขาเชื่อว่าผู้ใช้บางคนใช้เฟซบุ๊ค เพื่อสร้างโลกจินตนาการส่วนตัว และเพื่อหนีตัวเองจากภาวะไม่สมหวังในโลกปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าผู้คนไม่ควรตำหนิเฟซบุ๊คว่าเป็นสาเหตุของการหย่าร้าง เพราะจริง ๆ แล้วมันเป็นเทคโนโลยีธรรมดาประเภทหนึ่ง เมื่อพิจารณาจากก่อนหน้านี้ที่โลกก็มีอีเมล์ และโทรศัพท์ ที่สามารถทำให้คนเราล่วงรู้ความสัมพันธ์นอกใจของคู่สมรสได้เช่นกัน


มติชนออนไลน์